บริการ
TH
EN
TH
CN

นวัตกรรมอาหารกับเทคโนโลยีดิจิทัล

ประเทศไทยได้รับการขนานนามว่าเป็น “ครัวของโลก” (Kitchen of the World) เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญมากมาย ประกอบกับการผลักดันด้านนโยบายจากภาครัฐ ทั้งในส่วนของยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ประเด็นด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (การเกษตรสร้างมูลค่า)แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (หมุดหมาย 1 เกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง) และยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบสินค้าเกษตร สร้างรายได้เข้าประเทศจากการส่งออก ทำให้เกิดการจ้างงาน รวมทั้งเป็นอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงไปในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างภาคการท่องเที่ยวอีกด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร พ.ศ. 2562-2570 กระทรวงอุตสาหกรรม หรือนโยบาย “อาหารไทย อาหารโลก” ที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์ เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา โดย ในปี พ.ศ. 2565 ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 15 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกถึง 1.36 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 22.7% จากปี 2564 โดยช่วง 4 เดือนแรกของปี 2566 มีการขยายตัว 13.0% (อุตสาหกรรมอาหารไทย เดือนเมษายน 2566)

ในขณะเดียวกัน โลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ “วิกฤตความอดอยาก” แม้ว่าผลกระทบเชิงลบจากการระบาดของโรคโควิด-19 จะคลี่คลายลง แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน (Climate Changes) และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่นำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรทางการค้า วิกฤตพลังงาน การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน รวมถึงการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจซึ่งนำโดยสหรัฐฯ และจีน ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้เศรษฐกิจเกิดการชะลอตัว เกิดวิกฤตการณ์ด้านอาหารรุนแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบ และเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้ที่เผชิญหรือเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางอาหารเฉียบพลัน มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 135 ล้านคนใน 53 ประเทศ เป็น 345 ล้านคนใน 79 ประเทศ ในปี 2566

จากสถานการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีแนวโน้มการขาดแคลนทรัพยากรอาหารเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะที่ประชากรโลกมีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 8.5 พันล้านคนภายในปี 2573 และ 10.3 พันล้านคนภายในปี 2643 ทำให้วิถีการผลิตอาหารแบบดั้งเดิม ซึ่งใช้พื้นที่ และแรงงานจำนวนมาก อาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการ และสถานการณ์ของโลกปัจจุบันอีกต่อไป ประกอบกับนานาประเทศได้มีการออกนโยบายปกป้องตัวเองเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Protectionism) เพื่อสำรองวัตถุดิบอาหารและพลังงานไว้สำหรับการบริโภคภายในประเทศก่อนการส่งออก

นอกจากนี้ ปรากฎการณ์ Digital Disruption ยังทำให้เกิดการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิทยาการอาหาร แบบก้าวกระโดด เพื่อลดข้อจำกัด สร้างความได้เปรียบทางการค้า ทั้งการนำเทคโนโลยี อาทิ Blockchain, 5G, Big Data, IoT, Cloud Computing, ระบบดาวเทียม และ AI มาใช้เพิ่มผลิตภาพ หรือเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการผลิต และการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างเครื่องมือหรืออุปกรณ์การผลิตรูปแบบใหม่ จนถึงการคิดค้นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เพื่อเป็นโอกาสในการสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน โดยมีตัวอย่างของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

นวัตกรรม และระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต เป็นการนำเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดการใช้ทรัพยากร และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดทุกขั้นตอนตั้งแต่การผลิต ควบคุมคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ การบริหารจัดการตั้งแต่ผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภค

  • การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยสร้างการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning: ML) และการจดจำภาพ (Image Recognition) ในระบบการผลิตอัตโนมัติ เช่น การคัดแยกขนาด/ คุณภาพ การตัดชิ้น และการฝาน เป็นต้น ตัวอย่างเช่น การจำแนกเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย และการจดจำ/ ระบุอัตลักษณ์ของกระบือ โดยมหาวิทยาลัยมหิดล

  • การใช้อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง หรือ Internet of Things (IoT) เพื่อเก็บรวบรวม เชื่อมโยง และรับส่งข้อมูล สำหรับบริหารจัดการข้อมูล วิเคราะห์ และสั่งการควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบเรียลไทม์ เช่น เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ ความชื้น โปรตีน และสิ่งแปลกปลอม ตัวอย่างเช่น โครงการห่วงโซ่การผลิตมะกอกอัตโนมัติ (Automated Olive Chain) ราชอาณาจักรสเปน เป็นการติดตั้งอุปกรณ์ IoT เพื่อวัดความชื้นในดินและอากาศที่ต้นไม้ และตัวรดน้ำต้นไม้ พร้อมติดตั้งโซลูชั่นบนเครื่องจักรที่ใช้ในการเก็บเกี่ยวและใช้อุปกรณ์ตรวจวัดความดันและอุณหภูมิที่โรงสกัดน้ำมันมะกอก ทำให้สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 10 ลดชั่วโมงการทำงานร้อยละ 10 ลดค่าใช้จ่ายร้อยละ 15 ลดการใช้พลังงานร้อยละ 15 ลดการใช้น้ำร้อยละ 15 และลดการใช้ปุ๋ยร้อยละ 10

  • การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) โดยการเก็บข้อมูลจากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง หรือ Internet of Things (IoT) หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อนำมาประมวลผลให้ได้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์สำหรับการคาดการณ์ วางแผน และติดตามแก้ปัญหาระหว่างกระบวนการผลิต/เพาะปลูก ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ คุณภาพของผลผลิต ลดความสูญเสีย และเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนได้ ตัวอย่างเช่น โครงการนวัตกรรมการปลูกพืชในโรงเรือน (Chain-integrated Greenhouse Production) โดยมหาวิทยาลัยอัลเมเรีย ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตผลไม้และผักอัลเมเรีย ราชอาณาจักรสเปน ได้ศึกษาห่วงโซ่การผลิตและห่วงโซ่คุณค่าของการปลูกมะเขือเทศในโรงเรือนเพาะชำ โดยใช้ IoT ในระบบการตรวจสอบย้อนกลับ และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System: DSS) ซึ่งคาดว่าจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9-8.3 ลดค่าใช้จ่ายการเพาะปลูกร้อยละ 5.2 ลดการใช้ยาฆ่าศัตรูพืชร้อยละ 5.3 ลดการใช้น้ำร้อยละ 4.3-5.6 ลดการปล่อยน้ำเสียร้อยละ 5.3 และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ร้อยละ 2.7-4.8

  • การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) เพื่อจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลด้วยกลไกฐานข้อมูลขั้นสูง โดยจะจัดเก็บข้อมูลในบล็อกเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ มีความสอดคล้องกันตามลำดับเวลา ไม่สามารถลบหรือแก้ไขลูกโซ่ได้ หากไม่ได้รับฉันทามติจากเครือข่าย ทำให้มีคุณสมบัติในการตรวจสอบย้อนกลับ ยากต่อการปลอมแปลงแก้ไข ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มบล็อกเชนหมู่บ้านอัจฉริยะ ของไร่ชาติ้งซิน นครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยรัฐบาลท้องถิ่นร่วมกับ China Telecom ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์ โดยผู้บริโภคสามารถตรวจสอบสถานที่ปลูก สถานที่ผลิต สถานที่ขาย ผลการทดสอบคุณภาพ ขั้นตอนการปลูก และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ด้วยการใช้โทรศัพท์มือถือสแกนบาร์โค้ดของผลิตภัณฑ์ ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจ และเชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์มากขึ้น

  • การพัฒนานวัตกรรมด้านเครื่องจักรเครื่องมือทางการเกษตรเชิงพาณิชย์ เช่น โดรน หรือหุ่นยนต์การเกษตร ตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์เพื่อการเกษตรในเรือนกระจก โดย สถาบันวิทยาศาสตร์ทางการเกษตรแห่งฝูเจี้ยน (Fujian Academy of Agricultural Sciences) ร่วมกับบริษัท ฝูเจี้ยนนิวแลนด์อีร่าไฮเทค จำกัด (Fujian Newland Era Hi-Tech Co Ltd) สตาร์ทอัพท้องถิ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน พัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพื่อติดตั้งกับหุ่นยนต์เกษตร โดยใช้อุปกรณ์สื่อสาร 5G เซนเซอร์ กล้องระดับความละเอียด 5-7 เม็กกะพิกเซล และระบบประมวลผล ตำแหน่ง ผังของเรือนเพาะปลูก พื้นถนน และสิ่งกีดขวาง รวมทั้งตรวจจับระดับความชื้น อุณหภูมิ การไหลเวียนของอากาศ คาร์บอนไดออกไซด์ และปัจจัยทางธรรมชาติอื่น เชื่อมโยงด้วยระบบการสื่อสาร 5G ทำให้ข้อมูลดังกล่าวถูกส่งไปคำนวณที่ห้องควบคุมด้วย AI นำไปสู่การสร้างโมเดลการเติบโตสูงสุดของพืชผัก ที่เกี่ยวข้องภายใต้การควบคุมอัตโนมัติ และการเตือนภัยล่วงหน้าเกี่ยวกับศัตรูพืชและโรคพืช11 หรือหุ่นยนต์ขนาดจิ๋วที่เชื่อมต่อด้วยระบบการสื่อสารในลักษณะ “ฝูงหุ่นยนต์” (Swarm Robotics) สำหรับใช้ในพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ เช่น การพรวนดิน และการสำรวจคุณภาพดิน และผลผลิต หรือนวัตกรรมหุ่นยนต์จากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แก่ หุ่นยนต์ตรวจสอบใต้น้ำ หุ่นยนต์ฆ่าเชื้อ และหุ่นยนต์ฉีดวัคซีนปลา เป็นต้น

ภาพ: ระบบการจัดการโรงเรือน และหุ่นยนต์เพื่อการเกษตร

ภาพ: ระบบการจัดการโรงเรือน และหุ่นยนต์เพื่อการเกษตร
อ้างอิง: การพัฒนาเศรษฐกิจอัจฉริยะของจีน https://thaibizchina.com/article

อาหารแห่งอนาคต (Future Food) เป็นการผสมผสานวิทยาศาสตร์ ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อต่อยอดกระบวนการผลิตอาหารแบบเดิม สร้างระบบอาหารที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการสูง ตอบโจทย์การลดสภาวะโลกร้อน และดีต่อความยั่งยืนของโลก ตัวอย่างเช่น

  • อุตสาหกรรมอาหารใหม่ หรือ Novel Food หมายถึง อาหารหรือส่วนประกอบของอาหาร ที่มีประวัติการบริโภคเป็นอาหารน้อยกว่า 15 ปี และมีกระบวนการผลิตที่มิใช่กระบวนการผลิตโดยทั่วไป ทำให้ส่วนประกอบ โครงสร้างของอาหาร รูปแบบของอาหารนั้นเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนาการ กระบวนการทางเคมีภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิต หรือระดับของสารที่ไม่พึงประสงค์ อาทิ เนื้อเทียม (Plant-based Protein) จากโปรตีนทางเลือก ได้แก่ พืช เห็ด และธัญพืชต่าง ๆ เนื้อแห่งอนาคต (Cultured Meat) จากการเพาะตัวอย่างเนื้อเยื่อเซลล์สัตว์ให้เพิ่มปริมาณ อาหารนวัตกรรมใหม่ Nano Food ทำน้ำพริกกะปิผง ซูเปอร์ฟูด (Super Food) ที่ให้สารอาหารสูงกว่า เช่น แมลง สาหร่าย
  • นวัตกรรมอาหารเฉพาะบุคคล (Personalized Diets) หรืออาหารส่งเสริมสุขภาพ (Functional Food) เป็นอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมต่อความต้องการทางร่างกายของบุคคลแต่ละกลุ่ม โดยการใส่คุณประโยชน์ทางโภชนาการเฉพาะเข้าไป และตัดลดสารอาหารที่ให้ประโยชน์น้อยออกไป เช่น นม Lactose-Free สำหรับผู้แพ้นมวัว หรือโปรตีนบาร์เพิ่มโปรตีนจากผงจิ้งหรีดบด
  • นวัตกรรมอาหารเพื่อลดขยะเหลือทิ้ง (Zero-Waste Cooking) ที่มีแนวคิดในการลดขยะเหลือทิ้งจากขั้นตอนการสร้างอาหาร ตั้งแต่เพาะปลูก ขนส่ง แปรรูป ปรุงอาหาร ตลอดจนบรรจุภัณฑ์สินค้า อาทิ เทคโนโลยีการพิมพ์อาหาร 3 มิติ หรือ หรือ บรรจุภัณฑ์กินได้หรือ Edible Packaging

ภาพ 1: เนื้อสัตว์จากพืช (Plant Based Meat)

ภาพ 2: เนื้อสัตว์จากห้องทดลอง (Lab Grown Meat, Cultured Meat)

ภาพ 3: เทคโนโลยี 3D Printing Food

อ้างอิง: "Future Food" Mega Trend มาแรง สร้างอนาคตด้วยอาหาร https://www.bangkokbanksme.com/en/10sme1-future-food-mega-trend และ The Top Applications in Food 3D Printing: https://www.3dnatives.com/en/food-3d-printing220520184/

บทสรุป จะเห็นได้ว่าแม้ประเทศไทยจะมีจุดแข็งด้านทรัพยากรทางด้านอาหาร และมีความหลากหลายของสินค้าเกษตร แต่ไม่สามารถกล่าวได้ว่ามีความมั่นคง เนื่องจากสถานการณ์แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง ต้นทุนการผลิตยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงตลอดห่วงโซ่การผลิต การให้ความสำคัญเรื่องอาหารปลอดภัย (Food Safety) ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น การแข่งขันจากสินค้าทดแทน หรือสินค้านวัตกรรม ตลอดจนนโยบายการแข่งขันเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารของนานาประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างนวัตกรรมด้านอาหาร โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่มาใช้ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต ระบบมาตรฐาน การตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ไปจนถึงการสร้างนวัตกรรมอาหารอนาคตจากวัตถุดิบที่หลากหลาย ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย12 ระบุว่ามูลค่าการลงทุนด้านการพัฒนานวัตกรรมด้านอาหารของไทย ยังมีจำนวนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดโลก จึงอาจเป็นโอกาสของไทย ทั้งในส่วนของภาครัฐในการออกนโยบายส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ และผู้ประกอบการวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น (Digital Startup) ของไทยให้มีความเข้มแข็งในการพัฒนา และสร้างนวัตกรรมด้านอาหารที่มีคุณภาพและความหลากหลาย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกและเสริมสร้างความมั่นคงของไทย ในฐานะ “ครัวของโลก” ต่อไป

โดย นางวนิตา บุญภิรักษ์

ฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

อ้างอิง