บริการ
TH
EN
TH
CN

การพัฒนาแบบก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ ผลกระทบต่อแรงงาน จะต้องเรียนรู้อะไรถึงไม่ตกงาน

ในยุคปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะได้ยินคำพูดที่ว่า ปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาแย่งอาชีพในอนาคต และจะทำให้คนตกงานเพิ่มยิ่งขึ้น ทำให้มนุษย์เงินเดือนหรือผู้มีอาชีพในสายงานที่จะถูกแทนที่ต้องเร่งปรับตัวและเตรียมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยคนส่วนใหญ่มักจะไม่เข้าใจว่าปัญญาประดิษฐ์แท้จริงแล้วคืออะไร

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial intelligence (AI) เป็นเทคโนโลยีการสร้างเครื่องจักรให้มีความฉลาดเหมือนมนุษย์ โดยใช้ ชุดของโค้ด เทคนิค อัลกอริทึม พัฒนาและเลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์ โดยอาศัยหลักการเรียนรู้ของเทคโนโลยีที่สำคัญคือ การเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning: ML) และ การเรียนรู้เชิงลึก Deep Learning เพื่อสร้างความสามารถในการตัดสินใจและประมวลผลข้อมูลในแบบที่มนุษย์ทำได้ โดย ML คือ กระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองของคอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องถูกโปรแกรมหรือรับคำสั่งใหม่ทุกครั้ง ออกแบบให้ศึกษาความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ถูกป้อนเข้า (Input) และสร้างผลลัพธ์การตอบสนองต่อข้อมูล (Output) โดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์และสถิติ สร้างออกมาเป็นโมเดลไว้ใช้ทำนายอนาคตรวมถึงสามารถปรับตัวเข้ากับข้อมูลใหม่ๆ โดยจะมีหลักการเรียนรู้อยู่สามแบบ

แบบที่หนึ่ง Supervised Learning คือ การให้โมเดลหาคำตอบของปัญหาได้ด้วยตัวเอง หลังจากเรียนรู้จากชุดข้อมูลที่การแยกประเภทและการระบุข้อมูล เช่นสอนให้คอมพิวเตอร์จำแนกลักษณะของแมว

แบบที่สอง Unsupervised Learning ให้เครื่องคอมพิวเตอร์เรียนรู้ และหาความสัมพันธ์จากข้อมูลเอง โดยจะทำการจัดกลุ่มข้อมูล Clustering ลักษณะเหมือนกันเข้าด้วยกัน เช่นแมวและหมามีสี่ขาเหมือนกัน

แบบที่สาม Reinforcement Learning คือ การเรียนรู้ที่ได้รับการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม ผ่านการลองผิดลองถูกในระบบจำลอง โดยกำหนดเงื่อนไขบางอย่างให้กับคอมพิวเตอร์ แล้วทำให้คอมพิวเตอร์เอาชนะหรือทำตามเงื่อนไขนั้นให้ได้

อีกหลักการหนึ่งที่สนับสนุน AI คือ Deep Learning จัดเป็นส่วนนึงของ ML โดยเป็นการจำลองเครือข่ายประสาทเทียม Artificial Neural Network ที่มีความลึก (deep) ให้มีการประมวลผลแบบขนานต่อกันหลายๆ ชั้น ในลักษณะต่อเนื่องกัน จะใช้การประมวลผลแบบขนาน (Parallel Processing) ทำให้สามารถประมวลผลได้ครั้งละจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วด้วยประสิทธิภาพที่ไม่ลดลง จากการพัฒนาเครื่องจักรและสร้างโมเดลที่มีความฉลาดและพฤติกรรมการเลียนแบบคล้ายมนุษย์มากยิ่งขึ้น จึงส่งผลทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจาก AI จะเข้ามาทดแทนการทำงานของคนในยุคปัจจุบัน

เทคโนโลยีที่สำคัญในยุคดิจิทัล

ที่มา: https://www.depa.or.th/th/article-view/tech-series-artificial-intelligence-ai

จากการศึกษาของบริษัท McKinsey คาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2030 หรืออีก 7 ปีข้างหน้า AI จะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากถึง 13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีโอกาสที่บริษัท 70% ทั่วโลกจะใช้ AI โดยปรากฏการณ์ที่เร่งให้ AI เป็นกระแสของโลกคือ ChatGPT โดยย่อมาจาก Generative Pre-trained Transformer ซึ่งเป็นแชทบอทอัจฉริยะ พัฒนาโดยสตาร์ทอัพ Open AI โดยได้รับเงินสนับสนุนจาก Microsoft อีกทั้งยังมีความสามารถด้านต่างๆ โดยมีการประมวลผลด้านภาษาที่สละสลวย เช่น เขียนกลอน แต่งบทเพลง คิดไอเดียสำหรับคอนเทนต์ นอกจากนี้ยังสามารถแก้ไขและเขียนโค้ดได้ โดยคาดการณ์ว่า ChatGPT จะมีการพัฒนา และฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อได้รับข้อมูลในปริมาณมหาศาล รวมไปถึงการใช้งานที่แพร่หลาย ทำให้หลายๆ บริษัทที่ผลิต AI มีความสนใจลงทุนและแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น

ปัจจัยที่ทำให้ AI มีความสำคัญคือ สามารถเรียนรู้ซ้ำๆ ผ่านข้อมูลจำนวนมหาศาล ทำงานได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์ เพราะไม่มีความอคติและความเหนื่อยล้าในการทำงาน AI ถูกพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะการบันทึกข้อมูลจำนวนมหาศาลในโลกปัจจุบัน ความรวดเร็วของระบบอินเตอร์เน็ต อัลกอริทึมใหม่ ๆ และการเข้าถึงข้อมูล เช่น โปรแกรม Search Engine Generative AI นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา AI ให้มีความใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น ผ่านระบบ Natural Language Processing (NLP) โดยจะเป็นการวิเคราะห์เสียง เลียนแบบสีหน้าท่าทาง การแปลข้อความหรือคำพูด AI นำข้อมูลมาเขียนคำสั่งโปรแกรมและโมเดลและตรวจสอบความถูกต้องโดยการส่งค่าย้อนกลับ AI วิเคราะห์ข้อมูลจราจร และสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ แนะนำเส้นทางและหลีกเลี่ยงเส้นทางจราจรหนาแน่น AI ยังมีความสามารถวิเคราะห์ จำแนกรูปภาพหรือวัตถุ จึงถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ ผ่านการหาเซลล์มะเร็งจากรูปภาพ

จะเห็นได้ว่า AI กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงในทุกอุตสาหกรรม แต่เราจำเป็นต้องเข้าใจในขีดความสามารถและข้อจำกัดในการใช้ เช่น AI เรียนรู้จากข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าไปในคำสั่ง ซึ่งหมายความว่า ความไม่แม่นยำใดก็ตามของข้อมูลจะส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงานของ AI นอกเหนือจากนี้การคาดการณ์หรือการวิเคราะห์ของแบบจำลองจะไม่สอดคล้องกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง AI ได้รับการฝึกให้ทำงานที่กำหนดชัดเจน ไม่สามารถทำงานข้ามระบบได้ เช่น ระบบที่ทำหน้าที่เล่นโกะจะไม่สามารถเล่นไพ่หรือหมากรุกได้ เบื้องหลังของ AI ยังต้องมีมนุษย์คอยป้อนโปรแกรมคำสั่งเพื่อให้เกิดการพัฒนา กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบบเหล่านี้มีความเฉพาะเจาะจงเป็นอย่างมาก โดยมุ่งเน้นในการทำงานได้เพียงหนึ่งเดียวซึ่งห่างไกลจากพฤติกรรมของมนุษย์เป็นอย่างมาก

ถึงแม้ว่า AI จะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในโลกปัจจุบัน เทคโนโลยีเหล่านี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่เราเริ่มขาดไปไม่ได้โดยไม่รู้ตัว เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยทุ่นแรงบ้าง ช่วยลดระยะเวลาในการทำงานแบบเดิม รวมถึงช่วยยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังทดแทนความสามารถในทักษะด้าน Hard Skills ต่าง ๆ จนทำให้อาชีพบางอย่างหายไป และอีกไม่นานอีกหลายอาชีพจะถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยี ด้วยเหตุผลเหล่านี้เองหากเรายังไม่มีข้อได้เปรียบมากกว่าเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นอยู่ทุกวัน คงเป็นไปได้ยากที่เราจะอยู่รอดในการแข่งขันเพียง Hard Skills อย่างเดียว ดังนั้น สิ่งที่เทคโนโลยียังไม่สามารถทดแทนได้ในเร็วๆ นี้ คือเรื่อง Soft Skills ซึ่งเป็นลักษณะอุปนิสัย และทักษะความสามารถเชิงสมรรถนะ ที่ช่วยให้คนสามารถทำงานและสื่อสารกับผู้อื่น ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะส่วนใหญ่ จำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้ แต่บางประเภท ก็เป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด นานมาแล้วมีการพิจารณาว่า Hard Skills เป็น “ทักษะด้านวิชาชีพ” และมองว่า Soft Skills เป็นเพียงข้อมูลเสริมในประวัติส่วนตัว แต่การศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยบอสตัน มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และมหาวิทยาลัยมิชิแกนได้แสดงให้เห็นว่า ทักษะด้านการสื่อสารและการแก้ปัญหาช่วยเพิ่มผลผลิต และรักษาฐานลูกค้าได้ 12% และให้ผลตอบแทนในการลงทุน 250% แก่บริษัท และมีผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้นำที่มี Soft Skills จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเป็นทีม 30%

ในปัจจุบันนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลมักจะให้ความสำคัญกับ Soft Skills มากกว่า เมื่อต้องเลือกผู้สมัครที่เหมาะสม ตัวอย่าง Soft Skills เช่น การสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (Communication) การวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ (Critical Thinking and Creativity) ความสามารถในการจัดการอารมณ์ (Emotional Intelligence) การจัดการความขัดแย้งและการแก้ปัญหา (Conflict Resolution and Problem-Solving) การจัดการบริหารเวลา (Management) และความสามารถในการตัดสินใจ (Decision Making) การทำงานกับผู้อื่นให้มีประสิทธิภาพ (Collaboration) ความสามารถในการปรับตัว ให้เข้ากับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น (Adaptability) Soft Skills เหล่านี้จะส่งผลทำให้เกิดงานใหม่ๆ ในช่วงที่ AI กำลังพัฒนา ตัวอย่างเช่น

  1. ทักษะการวิเคราะห์และปรับใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ เข้าใจโครงสร้างของข้อมูล และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปต่อยอดเชื่อมโยงได้ เนื่องจาก ในช่วงเวลานี้ AI จะทำหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลใน Big Data ที่มีอยู่มากมาย มนุษย์จำเป็นต้องมีความรู้ในการนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ได้
  2. ทักษะความคิดสร้างสรรค์ เป็นการนำข้อมูลต่างๆ ที่ได้ สร้างสรรค์ต่อยอดในการดำเนินธุรกิจ
  3. ผู้จัดการประสานงานระหว่างมนุษย์และ AI (Man-Machine Teaming Manager)
  4. ทักษะการบริหารจัดการคน เนื่องจากในอนาคตการทำงานเป็นทีมถือเป็นปัจจัยสำคัญ
  5. ทักษะด้านการมีเหตุผลในการคิด เพื่อเสริมสร้างให้เกิดการคิดอย่างเป็นระบบ สามารถนำมาจัดวางเป็นโปรแกรมบนดิจิทัลต่อไปได้

ทั้งนี้ ในยุคที่ AI และหุ่นยนต์สามารถทำงานทดแทนตำแหน่งของมนุษย์ในอนาคต เราควรพัฒนาและเสริมทักษะในสิ่งที่ AI ไม่สามารถทำได้เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้งาน หรือนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิต และลดขั้นตอนการทำงาน รวมไปถึงพัฒนาการบริการในและการขยายธุรกิจ ตลอดจนศึกษาเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่เหมาะสมกับตัวเองแล้วนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยตั้งเป้าหมายและผลกระทบในอนาคตเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ดำเนินการพัฒนาทักษะอย่างมีประสิทธิภาพ

โอบนิธิ นพภา

ฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ที่มา