บริการ
TH
EN
TH
CN

ทิศทาง AI ไทยสู่อุตสาหกรรมการผลิต

เมื่อโลกอยู่ในยุคที่ข้อมูลเป็นดั่งทองคำ การตัดสินใจที่รอบคอบ ถูกต้อง แม่นยำ จึงเป็นเสมือนแต้มต่อทางธุรกิจเพื่อการอยู่รอด ด้วยเหตุนี้ สมองกลจึงได้รับการพัฒนาขึ้น เพื่อเป็นตัวกลางให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศ มีความเห็นที่ตรงกันต่อเรื่อง ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI ว่าจะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่จะสามารถสร้างมูลค่าในทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งหากมองข้อมูลการร่วมลงทุนด้าน AI ในประเทศไทยปัจจุบัน ก็มีความสอดคล้องและเป็นไปได้อย่างมาก ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการลงทุนที่ก้าวกระโดดจากอัตราการลงทุนไม่เกิน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลอดระยะเวลา 5 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 - 2563 มาเป็น 220 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลา 2 ปีให้หลัง หากเทียบอัตราการลงทุนแล้ว มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นกว่า 22 เท่าตัว

แผนภูมิแสดงธุรกิจการร่วมทุนใน AI เป็นล้านเหรียญสหรัฐโดยดึงข้อมูลประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป อ้างอิง แผนภูมิแสดงธุรกิจการร่วมทุนใน AI เป็นล้านเหรียญสหรัฐโดยดึงข้อมูลประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป จากเว็บไซด์ https://oecd.ai/en/dashboards/countries/Thailand

ดังนั้น เมื่อมองถึงแนวโน้มการทำการศึกษาวิจัยจากหน่วยงานการศึกษาชั้นนำในประเทศของหัวข้อการวิจัยกับการเติบโตของการลงทุน AI ในทางเศรษฐกิจในประเทศ จะเห็นว่าข้อมูลมีลักษณะเป็นการแปรผันตรง โดยข้อมูลมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างสอดคล้องกันอย่างมีนัยยะสำคัญ

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจจะนำ AI มาปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตหรือประยุกต์ใช้งานจริง สิ่งที่ต้องรู้ก่อนการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริง นอกจากต้องรู้คุณสมบัติเด่นของ AI ที่ต้องการนำมาช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงาน และงบประมาณลงทุนที่ต้องจัดเตรียมแล้ว ผู้ประกอบการยังควรศึกษารายละเอียดของส่วนงานที่ต้องการจะแก้ไข จากนั้นจึงค่อยวางแผนการประยุกต์ใช้ AI ต่อเนื่องไปถึงการขยายผลการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เก็บมาได้จากกระบวนการทำงานของ AI เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุน

ทั้งนี้ ความสามารถโดดเด่นของ AI ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาจากงานวิจัยและผลงานจากสถาบันต่าง ๆ ที่ถูกประยุกต์เข้าไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอย่างแพร่หลายมีอยู่ 3 เรื่อง ดังนี้

1. การประมวลผลข้อมูลและการจัดการข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการข้อมูลช่วยให้ สังเกตุการณ์และประมวลสถานการณ์ในโรงงานหรือสถานประกอบการได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้ AI Predictive Maintenance เข้ามาจัดการพยากรณ์ความเสียหายของอุปกรณ์และเครื่องจักร หรือ การใช้ AI Face Recognition มายกระดับความปลอดภัยและการประเมินผลพนักงาน

2. การเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อผิดพลาด โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการคลังสินค้าโดยใช้หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการลดความผิดพลาดของมนุษย์ในสายการผลิต เช่น การใช้ AI Image capture ในการตรวจสอบคัดกรองสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ โดย AI มีความสามารถเรียนรู้ในการคัดแยกแบ่งสินค้าได้ชัดเจน ว่าเป็นสินค้าดีหรือสินค้าเสีย ซึ่งเมื่อสอน AI ด้วยจำนวนข้อมูลหรือกลุ่มตัวอย่างที่มากพอก็จะทำให้การวิเคราะห์ของ AI มีเสถียรภาพและแม่นยำขึ้น

3. การลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในการเติบโตของธุรกิจ SMEs ที่ต้องการการจัดการและประมวลผลข้อมูลที่มีปริมาณมากจำเป็นต้องหาวิธีการลดต้นทุนเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ เช่น การตรวจสอบข้อมูลด้วยการใช้ AI OCR เข้ามาจัดการข้อมูลงานเอกสารแทนการจ้างพนักงาน นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้จากการประมวลผลผ่าน AI ยังสามารถช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจต่างๆ ที่สร้างกำไรหรือลดต้นทุนได้มากขึ้น

ข้อมูลจากงานวิจัยโครงการ AI Standard landscape พบว่า ผู้ประกอบการกว่า 75% ประยุกต์ใช้ AI ในการผลิตและการบริการแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 25% อยู่ในระหว่างการเตรียมพร้อมไปสู่การใช้ AI สอดคล้องกับข้อมูลของสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย ซึ่งชี้ให้เห็นว่า Startup ด้าน AI ของไทย มีรายได้เพิ่มขึ้นสูงถึง 25% หรือประมาณการมูลค่าที่ 45,000 ล้านบาท ภายใน 1 ปี (ปี พ.ศ. 2564 – 2565) ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราก้าวกระโดดที่มากกว่าอุตสาหกรรมด้านไอที ฮาร์ดแวร์ หรือ ซอฟต์แวร์ถึง 12.5 เท่า ส่วนในเอเชีย กระแสการประยุกต์ใช้ AI ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจจะมีมูลค่าอย่างต่ำ 0.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 32 ล้านล้านบาท ภายในปี พ.ศ. 2573

จากการสำรวจขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development – OECD) พบว่าในปี 2565 ประเทศต่าง ๆ กว่า 60 ประเทศประกาศแผนยุทธศาสตร์ AI ระดับชาติ เพื่อใช้เป็นแนวทางการขับเคลื่อน AI ในประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็ได้มีการร่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา AI ระดับชาติเช่นกัน มีชื่อว่า “แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ เพื่อพัฒนาประเทศไทย พ.ศ. 2565 - 2570” โดยมี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกันร่างแผนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยในช่วงการพัฒนาที่ 2 พ.ศ. 2567 - 2570 กลุ่มการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตจะเน้นส่งเสริมบริษัท Startup ด้าน AI โดยมุ่งเน้นการปลดล็อคข้อบังคับต่าง ๆ ให้สามารถทดสอบใช้งาน AI ได้ พร้อมสนับสนุนให้เกิดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในการใช้ AI ในการดำเนินการ และคาดหวังให้เกิดการใช้งาน AI ในอุตสาหกรรมอย่างน้อย 600 หน่วยงาน

อัตราการใช้ AI ในอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าจะมีการนำ AI มาใช้ในด้านต่าง ๆ ของการผลิตรวมถึงกระบวนการอัตโนมัติ การควบคุมคุณภาพ การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ และการปรับห่วงโซ่อุปทานให้เหมาะสมเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตามรายงานของ Deloitte บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก คาดว่าภายในปี 2568 ผู้ผลิตกว่า 50% จะรวบรวม AI เข้ากับการดำเนินงานของตนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตาม อัตราการนำไปใช้อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของบริษัทผู้ผลิต แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีอื่น ๆ แล้ว AI กำลังได้รับความสนใจและแรงผลักดันเป็นอย่างมาก เนื่องจากความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสามารถเปิดใช้ความสามารถในการคาดการณ์ที่แม่นยำ นอกจากนี้ยังสามารถหลอมรวมเข้ากับเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เช่น Internet of Things (IoT) และหุ่นยนต์เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ดียิ่งขึ้น รวมแล้ว AI ถือเป็นเทคโนโลยีพลิกโฉมในอุตสาหกรรมการผลิต และคาดว่าจะมีการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า

การประยุกต์ใช้ AI เข้ากับอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทยนับเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนโฉมกระบวนการทำงานของผู้ผลิต ตั้งแต่ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไปจนถึงการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ การควบคุมคุณภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน และการเพิ่มกำลังคน ซึ่งจะนำไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ หรือ Industry 4.0 ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นทั้งด้านผลผลิต และการพัฒนานวัตกรรม นอกจากนี้ ด้วยเหตุว่าทิศทางการผลิตในประเทศไทยยังจำเป็นต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกับเทคโนโลยี AI การเปิดรับและปรับใช้เทคโนโลยี AI จะส่งผลให้อุตสาหกรรมการผลิตของไทยมีความพร้อมที่จะเติบโตและมีศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีโลกอีกด้วย

ธีรชัย ศรีสุวงศ์

ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจ

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ที่มา /แหล่งอ้างอิง