บริการ
TH
EN
TH
CN

eatsHUB เชื่อมไทย โดยคนไทย

นับตั้งแต่ปลายปี 2019 เป็นต้นมา ที่โลกเริ่มรู้จักกับ Corona Virus 2019 หรือ COVID-19 นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทั้งการทำงาน การดำรงชีวิตประจำวัน จนกระทั่งวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิม และเป็นกลไกสำคัญในการเร่งผลักดันมนุษย์สู่โลกดิจิทัลยิ่งขึ้น ภายใต้การเกิดใหม่ของหลากหลายธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการใช้ชีวิตในโลกจริงเข้าสู่โลกเสมือน จากการเดินทาง การค้นหา สู่แพลตฟอร์มช่วยค้น แนะนำ และส่งตรงถึงที่ หรือแม้แต่การรักษาพยาบาลที่ความจำเป็นในการพบแพทย์ไม่ได้จำกัดแค่เพียงโรงพยาบาล การทำงานที่ไม่จำกัดเพียงคำว่า “Office” เพราะทุกที่สามารถใช้ชีวิตได้เพียงแค่ปลายนิ้วเท่านั้นผ่านสิ่งเรียกว่า “แพลตฟอร์ม”

แพลตฟอร์ม หรือ Platform อาจจะคุ้นชินเวลาที่อยู่ในสถานีรถไฟ หลายคนอาจได้ยินตามเสียงประกาศแท้จริงแล้วความหมายนั่นก็คือ ชานชาลาหรือช่องทางที่รวบรวมการบริการผู้ซื้อกับผู้ขายเข้าด้วยกัน หากเอ่ยถึงบนโลกออนไลน์ ก็ย่อมเป็นช่องทางหรือแหล่งที่รวบรวมข้อมูลต่างๆ รวมถึงร้านค้า สินค้า จำนวนมากเข้าไว้ด้วยกันโดยมีผู้ซื้อและผู้ขายพบหน้ากันเสมือนดั่งตลาดหรือพื้นที่ส่วนกลางในโลกโซเชียล ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ในปัจจุบันการค้าขายและอาชีพต่างๆ เริ่มอาศัยสิ่งที่เรียกว่าแพลตฟอร์มเพิ่มมากขึ้นซึ่งเป็นโอกาสที่พ่อค้าแม่ขายเสนอขายสินค้าทั้งของสด เสื้อผ้า อาหารเป็นการเพิ่มยอดขายให้มากขึ้น สร้างการรับรู้โดยไม่จำกัดพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ซึ่งเราเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่า “แม่ค้าออนไลน์”

Thailand Digital Growth

(ภาพจาก บทความ “เปิดสถิติใช้ "ดิจิทัล" ทั่วโลก "ไทย" ติดอันดับโลกเพียบ!!” โดยกรุงเทพธุรกิจ ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/tech/988061)

จากยอดสถิติพบว่า ณ เดือนมกราคม 2022 มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วโลกมากกว่าสองในสามของประชากรโลก มีอัตราการเติบโตขึ้น 1.8% ในปีที่ผ่านมา มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 62.5% ของประชากรทั้งหมดทั่วโลก หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4% ซึ่งมีผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 อันส่งผลต่อวิถีการใช้ชีวิตและการดำรงชีพที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับสถิติประเทศไทยมีอัตราส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตต่อประชากรทั้งหมดอยู่ที่ 77.8% ติดอันดับที่ 34 ของโลกและใช้เวลาในการเล่นอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยถึง 9 ชั่วโมงต่อวัน อยู่ในลำดับที่ 7 ของโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเล่นโซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชันขายของออนไลน์ต่างๆ โดยมีการสำรวจพบว่าคนไทยติดอันดับหนึ่งของโลก ในการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประจำทุกสัปดาห์เหนือกว่า มาเลเซีย เกาหลีใต้ และจีน พร้อมกันนี้ ไทยยังติดอันดับ ในการชำระเงินผ่านมือถือ ลำดับที่ 3 ของโลก รองจากฮ่องกงและไต้หวัน ซึ่งการเข้าถึงการใช้แพลตฟอร์มและเครื่องมือทางการเงินดังกล่าวจึงต่อยอดสู่การกำเนิดขึ้นของแพลตฟอร์มต่างๆมากมาย ซึ่งมีทั้งข้อดีที่ควรพิจารณาและข้อเสียทั้งความปลอดภัย สร้างรายได้ สร้างจุดโหว่ของความเท่าเทียมและเสี่ยงเป็นภัยต่อผู้ใช้ ที่รัฐต้องควบคุมและสร้างแนวทางการใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างสูงที่สุด ในปัจจุบันจึงมีข้อกำหนดต่างๆเพื่อให้ผู้ให้บริการได้ยึดเป็นแนวทางในการดำเนินการที่ปลอดภัย ทั้งเงินดิจิทัล แม่แบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ และในอีกหลายแพลตฟอร์มที่รัฐดำเนินการทั้งดำเนินการด้วยตัวเองในการบริการภาครัฐครบวงจร เช่น แพลตฟอร์มทางการแพทย์ และแพลตฟอร์มที่รัฐร่วมลงทุนกับภาคเอกชนเพื่อสร้างทางเลือกของประชาชนและเป็นกลไกการแข่งขันในตลาดซึ่งเป็นส่วนในการจูงใจราคาบริการโดยมีการพัฒนาเป็น National Platform เพื่อคนไทย ซึ่งในปัจจุบันมี แอปพลิเคชันรับ-ส่งอาหารที่ชื่อ eatsHUB เป็นต้นแบบของการร่วมลงทุนรัฐและเอกชน โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และบริษัท ฟู้ดออเดอรี่ จำกัด โดยมีหมุดหมายปลายทางที่ต้องการสนับสนุนให้ประเทศไทยมีแพลตฟอร์มของคนไทย สนับสนุนคนไทย สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ ผู้ประกอบการและลูกค้าจะไม่ถูกเอาเปรียบด้วยการคิดค่าส่วนแบ่งรายได้แพงแบบแพลตฟอร์มของต่างชาติ

ตลาด Food Delivery

(ภาพจาก Marketeer “โอกาส ความท้าทาย Food Delivery 2022” ที่มา: https://marketeeronline.co/archives/238397)

สำหรับภาพรวมของตลาด Food Delivery จากข้อมูลของทาง Marketeer ที่เก็บรวบรวมจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ พบว่า ตั้งแต่ช่วงปี 2018 อัตราการเติบโตของตลาด Food delivery พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 7,000 ล้านบาทถึง 105,000 ล้านบาท หรือกว่า 15 เท่าภายในห้วงระยะเวลา 4 ปี และมีแนวโน้มปรับตัวแข่งขันสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้อธิบายถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ประกอบกับมาตรการของรัฐในการจำกัดจำนวนคนในร้านอาหาร และผลจากการที่หน่วยงานรัฐ เอกชน ดำเนินมาตรการ Work from Home เป็นผลทำให้ปี 2564 มูลค่าตลาดของการสั่งอาหารไปส่งยังที่พัก Food Delivery เพิ่มมากขึ้นและมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทั้งการให้บริการพื้นที่ การเพิ่มขึ้นของแพลตฟอร์มจัดส่งอาหารและการทำโปรโมชั่น เป็นผลทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรง นอกจากนี้ยังมีการคาดว่ากลุ่มร้านอาหาร Limited Service (อาทิ เบอร์เกอร์ พิซซ่า ไก่ทอด) และ Street food จะเป็นกลุ่มที่ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันจัดส่งอาหารเน้นทำตลาดมากขึ้น ส่งผลให้เติบโตขึ้นมากในอนาคต แต่อย่างไรก็ตามด้วยการเติบโตก้าวกระโดดและโอกาสในการทำกำไรจากการให้บริการดังกล่าว ย่อมเป็นช่องโหว่ทางการดำเนินธุรกิจเกิดขึ้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาข่าวการเก็บค่าบริการใช้งานแพลตฟอร์ม (GP) ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อราคาอาหาร การแบกรับต้นทุนของผู้ค้าในระบบ ตลอดจนผู้ให้บริการรับ-ส่ง (Rider) ได้ค่าตอบแทนที่ต่ำ สวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ปัจจุบันมีแอปพลิเคชัน Food Delivery ที่ให้บริการเชิงสังคม หลายแพลตฟอร์มมีการปรับปรุงในสอดคล้องกับบริบทมากยิ่งขึ้น รวมถึงภาครัฐที่เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว

แพลตฟอร์ม Food Delivery – EatsHUB

(ที่มา: เปิดตำนานความอร่อยกับ แอปพลิเคชัน🍴“eatsHUB” แพลตฟอร์ม Food Delivery – EatsHUB https://www.youtube.com/watch?v=dGNPrX5Ia2A)

แพลตฟอร์ม Food Delivery – EatsHUB

(ที่มา: เปิดตำนานความอร่อยกับ แอปพลิเคชัน🍴“eatsHUB” แพลตฟอร์ม Food Delivery – EatsHUB https://www.youtube.com/watch?v=dGNPrX5Ia2A)

จากปัญหาดังกล่าวจึงเกิดความร่วมมือกับภาคเอกชนลงทุนในการผลักดันแพลตฟอร์ม National Delivery ที่ชื่อว่า “eatsHUB” เพื่อเป็นหนึ่งทางเลือกให้กับพ่อค้า แม่ค้า และผู้ใช้บริการ นำไปสู่การเพิ่มความสามารถ ในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบกับช่วงวิกฤติเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ร้านค้ารายย่อยได้รับผลกระทบจากรายได้การขายที่ลดลง การเข้าถึงแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่จะเป็นส่วนช่วยของร้านค้า นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริม Startup ของไทยให้มีแพลตฟอร์มที่สามารถสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และราย ย่อย (MSMEs) ที่สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติได้ โดยคิดอัตรา GP ที่ต่ำประมาณ 8-10% เน้นการกระจายร้านค้ารายย่อย Street Food การให้บริการที่หลากหลายมากกว่าสั่งบนแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถสั่งผ่าน Line@ หรือ Call Center สำหรับผู้สูงอายุ โดยจะมีแผนการให้บริการครบถ้วนในหัวเมืองใหญ่และขยายทั่วพื้นที่ทั่วประเทศ โดยจะมีการร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจท้องถิ่น ทั้งอาหารและแพลตฟอร์มการให้บริการขนส่งในพื้นที่ จึงนับได้ว่าในตลาด Food Delivery จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญและเป็นแบบอย่างของ National Platform ที่ดำเนินการร่วมกับเอกชนกลุ่ม Startup เป็นวงจรอีกวงหนึ่งในการนำพาทั้งภาคธุรกิจ ภาคสังคม การแก้ปัญหา ให้ดำเนินการบูรณาการร่วมกันอย่างแท้จริง

ปัจจุบัน “eatsHUB” ฟู้ดเดลิเวอรี่สัญชาติไทยนี้ ได้รับการพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ และเปิดให้บริการแก่ประชาชน ในปลายปี 2021 โดยเปิดให้บริการในพื้นที่นำร่อง 18 พื้นที่ ใน 18 จังหวัด มีจำนวนประชาชนดาวน์โหลดและใช้งานผ่านระบบปฏิบัติการ IOS และ Android กว่า 588,985 รายทั่วประเทศ มียอดการเข้าใช้งานมากกว่า 7,715,248 ครั้ง ช่วยสร้างอาชีพพนักงานรับส่งอาหารกว่า 5,690 ราย จำนวนร้านอาหารเข้าร่วมแพลตฟอร์ม จำนวน 26,698 ร้าน โดยตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการธุรกิจอาหารในการใช้งานผ่านแพลตฟอร์มขนส่งอาหารของต่างชาติ โดยแพลตฟอร์ม “eatsHUB” เก็บค่าคอมมิชชั่น หรือค่า GP (Gross Profit) ซึ่งช่วยให้ร้านอาหารภายใต้แพลตฟอร์มประหยัดค่าใช้จ่ายในการขายอาหารผ่านแพลตฟอร์มได้ถึง 8-10% ผู้บริโภคจะได้รับสินค้าที่ราคาและปริมาณที่เป็นธรรมเปรียบเสมือนกับการไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้าน และในปีแรกมีประชาชนเข้าร่วมเป็นผู้ขนส่งอาหาร กว่า 5,690 คน โดยมีรายได้จากการได้รับส่วนแบ่งในการขนส่งอาหาร 3% ต่อการซื้อขายอาหาร 1 ยอดการซื้อขาย ทำให้กลุ่มคนที่ว่างงานสามารถที่จะมีรายได้เสริมหรือรายได้เพิ่มมากขึ้น ช่วยบรรเทาปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้นในชุมชน อีกทั้งแพลตฟอร์มฯ ยังได้พัฒนาการให้บริการที่หลากหลายสร้างความแตกต่างจากแพลตฟอร์มต่างชาติ ด้วยการเน้นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และรองรับการเข้าถึงการใช้บริการของประชาชนในทุกช่วงวัยบุคคลที่ไม่สะดวกในการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันยังสามารถโทรสั่งอาหารผ่าน Call Center ได้อีกด้วย

ณ วันนี้วิถีการใช้ชีวิตของคนไทยที่เปลี่ยนไป โลกเสมือน ความรวดเร็ว ตลอดจนพฤติกรรมโลกดิจิทัลเริ่มเข้าแทนที่วีถีแบบเดิม ไม่ว่าจะอยู่ที่แห่งใด ทุกคนสามารถทำงานได้ ไม่ว่าอยู่หนใดทุกคนสามารถเข้าถึงการบริการที่สะดวกสบายผ่านสิ่งที่เรียกว่าแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ภาคธุรกิจ ภาครัฐต้องมีการปรับตัวเข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ภาคเอกชนเร่งดำเนินธุรกิจแสวงหาประโยชน์และช่องทางการเติบโต ประชาชนต้องเรียนรู้ ใช้งานอย่างถูกต้องและปลอดภัย รวมถึงสร้างช่องทางในการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น ภาครัฐเร่งในการดำเนินการควบคุม สร้างภูมิคุ้มกัน รวมไปถึงการบริการที่ทันสมัยมากขึ้น สร้างบรรทัดฐานทางการแข่งขัน และสร้างความเท่าเทียม ทางเลือกให้กับประชาชน ตลอดจนเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลให้ทัดเทียมและสามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างสมบูรณ์

ชณิกา อรัณยกานนท์

ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชน

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

อ้างอิง