บริการ
TH
EN
TH
CN

ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในมิติของคนพิการและผู้สูงอายุในไทย

การพัฒนาเทคโนโลยีจากยุคอนาล็อกมาเป็นยุคดิจิทัล ทำให้เกิดความก้าวหน้าที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์อย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้คนจากแต่ละประเทศกลายเป็นประชากรโลก (Global Citizen) ที่มีความรู้และเข้าใจถึงปัญหาและความเป็นไปของตัวเองและสังคมโลกได้เป็นอย่างดี นั่นเพราะการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีประสิทธิภาพ นำมาสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากร การเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน ตลอดจนการแข่งขันสู่ความเป็นเลิศทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนซึ่งเกิดขึ้นทุกพื้นที่บนโลกมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

แม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด จนทำให้ทุกช่วงเวลาหนึ่งของวัน เรามักจะถูกดึงเข้าสู่ตัวตนอีกโลกบนพื้นที่ออนไลน์ ซึ่งเป็นโลกที่ไร้พรมแดนได้อย่างง่ายดาย แต่ในขณะเดียวกันยังมีคนกลุ่มเปราะบางที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงและสัมผัสการมีอยู่ของโลกออนไลน์ หรือได้รับโอกาสเข้าถึงโลกออนไลน์เพียงบางส่วน เนื่องด้วยข้อจำกัดหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยทางเศรษฐกิจ หรือปัจจัยทางพื้นที่อาศัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่เป็นคนพิการและผู้สูงอายุมักเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ที่ซับซ้อนมากกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ เนื่องด้วยข้อจำกัดทางกายภาพ การมีร่างกายที่อาจเป็นอุปสรรคในการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัล หรือข้อจำกัดของช่วงวัยที่ต้องอาศัยการเรียนรู้และปรับตัวอย่างหนัก ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้ยิ่งซ้ำเติมช่องว่างความเหลื่อมล้ำให้กับคนพิการและผู้สูงอายุที่มีรวมกันมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรไทยทั้งประเทศ ในการขาดโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิต และเกิดความเหลื่อมล้ำทางด้านความรู้ที่จะนำมาศักยภาพของตนเองสู่พัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อดำรงอยู่ในระบบสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน ตัวอย่างปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในมิติของคนพิการและผู้สูงอายุในไทย ได้แก่

  1. ปัจจัยด้านข้อจำกัดทางกายภาพส่วนบุคคล

เป็นที่รู้โดยทั่วกันว่าคนพิการคือบุคคลที่มีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตประจำวัน อันเนื่องมาจากความบกพร่องทางด้านร่างกาย เช่น การมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว สติปัญญา การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ หรือการแสดงออกทางพฤติกรรม ซึ่งความพิการเหล่านี้ส่งผลให้คนพิการมักถูกมองข้ามจากการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์์ หรือถูกกีดกันจากการรับรู้เรื่องราวข่าวสาร การใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลที่จำเป็นต่อชีวิต หรือแม้แต่ผู้สูงอายุเอง เมื่ออายุมากขึ้นสภาพร่างกายก็ย่อมเสื่อมถอยตามกาลเวลาและกลายเป็นคนพิการอีกกลุ่มหนึ่ง

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบัน มีส่วนช่วยในการลดข้อจำกัดทางกายภาพดังกล่าว คือการส่งเสริมการใช้ Assistive Technology (AT) หรือเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่ในอุปกรณ์ Smart Device รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ช่วยเสริมการใช้งานร่วมด้วย เพื่อเข้ามาช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลให้กลุ่มคนพิการหรือผู้สูงอายุ เช่น การใช้ Screen Reader ช่วยอ่านออกเสียงเนื้อหาที่ปรากฏบนหน้าจอ การใช้ Text-to-Speech หรือ Speech-to-Text ที่ช่วยแปลงข้อความกับเสียงพูดให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของผู้ใช้งาน เช่น ผู้บกพร่องทางการได้ยินที่จำเป็นต้องเปลี่ยนเนื้อหาประเภทเสียงเป็นตัวอักษร หรือผู้สูงอายุที่ใช้การฟังเสียงแทนการอ่านข้อความเป็นตัวอักษร

นอกเหนือจากการส่งเสริมการใช้งาน AT แล้ว ควรส่งเสริมให้ภาคส่วนอื่นในสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการเผยแพร่เนื้อหาที่จำเป็นในลักษณะของ Web Content Accessibility ที่สามารถใช้ซอฟต์แวร์ AT ร่วมด้วย ทางออกนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลให้คนพิการและคนสูงอายุกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นทางออกที่สามารถสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นประโยชน์ให้คนทุกกลุ่ม และส่งเสริมให้เกิด Digital Inclusive ในสังคมที่ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเสมอภาค

  1. ปัจจัยด้านการศึกษาและทักษะทางด้านภาษา

ความรู้ทั่วไป ระดับการศึกษา และความรู้เกี่ยวกับภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ นับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความเหลื่อมล้ำทางด้านดิจิทัล กล่าวคือแม้กลุ่มเปราะบางได้รับการสนับสนุนหรือมีความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ Smart Device แต่ขาดความรู้การศึกษาด้านวิธีการใช้งานและขาดความเข้าใจในภาษาอังกฤษ ก็จะส่งผลให้ขาดทักษะการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง และขาดโอกาสที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนาศักยภาพให้เกิดกระบวนการสร้างงานสร้างอาชีพในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

โดยจากข้อมูลของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ในปี 2566 พบว่ามีคนพิการเพียงร้อยละ 12 เท่านั้น ที่ได้รับการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป ทำให้คนพิการส่วนใหญ่อาจมีข้อจำกัดด้านการทำความเข้าใจกับภาษาและรูปแบบการใช้งานของอุปกรณ์ดิจิทัลและยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนและฝึกอบรมการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลเบื้องต้น จากองค์กรคนพิการและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลอย่างรู้เท่าทัน ปลอดภัย และเป็นประโยชน์ รวมทั้งเหมาะสมกับความพิการแต่ละประเภท

และจากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เรื่อง “การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2565” ที่ได้สำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลของประชาชนอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ได้ร่วมส่งข้อสอบถามกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไปทั่วประเทศไทย ถึงปัญหาและอุปสรรคที่พบในการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัล พบว่าประชาชนอายุ 50 ปีขึ้นไปใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลประมาณ 16.8 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 71 จากผู้สูงอายุทั้งหมด 23.7 ล้านคน พบว่าปัญหาและอุปสรรคในการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัล คือ ไม่เข้าใจหน้าจอ/ คำสั่งที่เป็นภาษาอังกฤษมากที่สุด ร้อยละ 68.2 รองลงมาคือ ไม่รู้วิธีการใช้งาน ร้อยละ 49.8 และไม่มั่นใจในความปลอดภัยในการใช้งานและภัยออนไลน์ต่าง ๆ ร้อยละ 44.9 (ตามภาพที่ 1)

ภาพที่ 1 ปัญหาและอุปสรรคที่พบในการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลของประชากรอายุ 50 ปีขึ้นไป ภาพที่ 1 ปัญหาและอุปสรรคที่พบในการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลของประชากรอายุ 50 ปีขึ้นไป, สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)

ดังนั้น การพิจารณาปัจจัยด้านการศึกษาและทักษะด้านภาษา จึงเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่จะช่วยลดช่องว่างของความ เหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในกลุ่มเปราะบาง ทั้งคนพิการและผู้สูงอายุ โดยควรเริ่มต้นจากการสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจด้านดิจิทัล การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลหรือ Digital Literacy ให้แก่กลุ่มเปราะบาง ร่วมกับการสร้างความตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือ Cyberawareness เบื้องต้น เพื่อให้มีความมั่นใจในความปลอดภัยและปกป้องตนเองจากโลกออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. ปัจจัยด้านสถานะเศรษฐกิจและสังคม

ปัจจัยด้านสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมถือเป็นปัจจัยที่สามารถสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีความสัมพันธ์โดยตรงกับฐานะทางการเงินและรายได้ ชุมชน พื้นที่อาศัย รวมถึงกลุ่มสังคมของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน สำหรับคนพิการนั้น ได้มีกฎกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในปี พ.ศ.2554 สำหรับคนพิการ ภายใต้มาตรา 20 (6) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ที่บัญญัติให้คนพิการมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการสื่อสาร สำหรับคนพิการทุกประเภท ผ่านกลไกในการลงทะเบียนยืมอุปกรณ์จากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยในปี พ.ศ. 2566 นี้ ได้มีการปรับปรุง (ร่าง) กฎกระทรวงดังกล่าว โดยใช้กลไกของการสนับสนุนเงินช่วยเหลือ (Grants) และการสนับสนุนคูปอง (Coupon) ให้คนพิการในการเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลแทนรูปแบบการยืมอุปกรณ์ เพื่อให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว รวมถึงการให้นิยามของเทคโนโลยีดิจิทัล แทนที่คำว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างสังคมคุณภาพที่ทั่วถึงเท่าเทียมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล กลไกภาครัฐนี้จึงเป็นส่วนช่วยลดปัจจัยทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในการเข้าถึงและครอบครองอุปกรณ์ดิจิทัลของคนพิการได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้สูงอายุนั้น แม้จะไม่ได้มีกลไกภาครัฐมาสนับสนุนการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล แต่จากผลการสำรวจของ สสช. ข้างต้น พบว่าประชาชนอายุ 50 ปีขึ้นไปมีการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลมากถึงร้อยละ 71 หรือคิดเป็นจำนวน 16.8 ล้านคน โดยเมื่อแบ่งตามพื้นที่อาศัยพบว่า ผู้สูงอายุในเขตเทศบาลมีผู้ใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัล 8.1 ล้านคน นอกเขตเทศบาลมีผู้ใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัล 8.7 ล้านคน และเมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่ากรุงเทพมหานครมีสัดส่วนผู้ใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลสูงที่สุดที่ร้อยละ 87.9 (ตามภาพที่ 2)

ภาพที่ 2 ร้อยละของประชาชนอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลจำแนกตามภาค และเขตการปกครอง

ภาพที่ 2 ร้อยละของประชาชนอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลจำแนกตามภาค และเขตการปกครอง, สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)

ซึ่งอาจอนุมานได้ว่าการแวดล้อมด้วยกลุ่มคนที่ฐานะทางการเงินและพื้นฐานทางสังคมที่ใกล้เคียงกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลของกลุ่มคนสูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เห็นได้จากเหตุผลระบุไว้ในผลสำรวจดังกล่าวว่า เพราะไม่มีความจำเป็นต้องใช้/ ไม่สนใจ และเพราะใช้ไม่เป็น คิดเป็นสัดส่วนหลัก โดยที่เหลืออีกเพียงเล็กน้อยมาจากเหตุผลด้านค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปหรือการอยู่ในพื้นที่ไม่มีสัญญาณเข้าถึง ซึ่งเหตุผลเหล่านี้สำรวจมาจากจำนวนผู้ที่ไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถืออายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปที่มีอยู่จำนวนร้อยละ 5.4 (ตามภาพที่ 3)

ภาพที่ 3 เหตุผลของผู้ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือสำรวจจากประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไป

ภาพที่ 3 เหตุผลของผู้ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือสำรวจจากประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไป, สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)

อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนผู้ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือมีค่อนข้างน้อย และภาครัฐมีความพยายามพัฒนาปรับปรุงกลไกในการสร้างโอกาสในการเข้าถึงให้กับคนพิการ แต่ความสามารถในการครอบครองอุปกรณ์ดิจิทัลและการมีค่าใช้จ่ายเสริม อาทิ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟฟ้า ค่าสัญญาณโทรศัพท์ ต่างยังเป็นปัจจัยที่สำคัญหากค่าครองชีพที่ต้องใช้จ่ายไม่เพียงพอกับรายได้ อาจทำให้คนบางกลุ่มต้องเลือกใช้จ่ายเงินที่มีกับการใช้จ่ายประจำวันแทน สวนทางกับการปรับเปลี่ยนของระบบสิทธิและสวัสดิการ การรักษาพยาบาล ตลอดจนการรับบริการขั้นพื้นฐานจากภาครัฐ ที่เริ่มให้การรับบริการผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ตามการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของ Digital Transformation

ด้วยเหตุนี้ จึงควรมีการสนับสนุนให้มีการลดปัจจัยความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลให้กับคนพิการและผู้สูงอายุในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีในการเข้าถึงดิจิทัล การพัฒนาองค์ความรู้ที่เข้าใจได้ง่ายและเป็นประโยชน์ ส่งเสริมความสามารถในการเข้าถึงและครอบครองอุปกรณ์ดิจิทัล หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตอย่างเสมอภาค รวมถึงการลดปัจจัยในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องนอกเหนือจากที่กล่าวมา เพื่อไม่ให้ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และผลจากความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในด้านอื่น ๆ ตามมา โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำจากการได้รับบริการขั้นพื้นฐานภาครัฐ ที่ทุกคนควรได้รับในฐานะสิทธิและสวัสดิการเป็นประชาชนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

ศรุตา เบ็ญก็เต็ม

ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคง

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

อ้างอิง (References)