บริการ
TH
EN
TH
CN

ที่พึ่งทางใจ กับมูลค่าใหม่บนโลกเสมือน

อะไรที่ใช่ มักมาในเวลาที่เหมาะ และเราไม่ได้จำกัดเพียงแค่ “คน” เพราะในวันที่จักรวาลนฤมิต (Metaverse) กลายเป็นความหวังของเศรษฐกิจดิจิทัล อะไร ๆ ก็สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางกายภาพไป “หากันจนเจอ” บนโลกเสมือนได้ แม้แต่ที่พึ่งทางใจ

ภายในไม่กี่ปี เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกใบเดิมที่เรา ”คุ้นเคย” ให้กลายเป็นสิ่งที่เรา “เคย” คุ้น โดยมีโควิดเป็นตัวช่วย มาตรการ Lockdown และ Social Distancing ที่บังคับใช้ในหลายพื้นที่ได้ผลดีในแง่การควบคุมการแพร่ระบาดของโรค แต่ในทางสังคม ชีวิตแบบ New Normal ที่ไม่เปิดโอกาสให้เราได้สังสรรค์เจอหน้าเพื่อปรับทุกข์หรือพาตัวเองไปเยียวยาใจอย่างที่เคยเป็น ทำให้เกิดความเครียดสะสม และตอนนั้นเองที่โลกออนไลน์ก้าวมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของที่พึ่งทางใจ

โบสถ์ออนไลน์ไม่ใช่บริการใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นช่วงโควิด แต่เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2539 เมื่อโบสถ์บางแห่งตัดสินใจปรับตัวตามกระแสเทคโนโลยีด้วยการสร้างโบสถ์บนโลกดิจิทัล โดยหวังว่าจะใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ที่ไม่นิยมไปร่วมกิจกรรมกับโบสถ์ ในช่วงบุกเบิก กิจกรรมส่วนใหญ่ยังเกิดขึ้นที่โบสถ์ โดยมีบริการออนไลน์เป็นส่วนสนับสนุนในเชิงข้อมูล เช่น โพสต์คำสอน หรือให้ข้อมูลข่าวสารกับผู้ที่สนใจ แล้วค่อย ๆ ปรับรูปแบบเป็นคลิปคำสอน พอดแคสต์และบล็อก จากนั้นก็แผ่ขยายความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ จนในปี 2559 ที่บาทหลวง D.J. Soto พา VR Church ข้ามไปปักหมุดโบสถ์ใหม่ในจักรวาลนฤมิต

โบสถ์ใหม่ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงรูปสวย ๆ ที่จำลองแบบมาจากสถาปัตยกรรมในชีวิตจริง แต่เป็นพื้นที่บนโลกเสมือนที่ปฏิบัติหน้าที่ของโบสถ์จริง ๆ ได้ครบถ้วนขึ้น ทั้งการนำสวดภาวนาหรือเทศน์โดยบาทหลวง และการเป็นชุมชนที่ทำให้คน “เปิดใจ” เข้าร่วมกิจกรรมที่ทางโบสถ์จัดเพราะรู้สึกปลอดภัยที่จะทำทุกอย่างภายใต้ร่างอวตาร โดยเฉพาะวัยรุ่นและวัยทำงาน อายุประมาณ 20 ปีกว่า ที่เลือกไม่ร่วมกิจกรรมทางศาสนา เพราะไม่อยากถูกล้อเลียนจากเพื่อนวัยเดียวกัน

ความแตกต่างอีกอย่างที่เห็นชัดคือบรรยากาศในโบสถ์ Metaverse เพราะธรรมเนียมปฏิบัติหลายอย่างได้รับการผ่อนผัน ที่โบสถ์ในโลกเสมือน คุณตาอายุ 80 สามารถนั่งฟังเทศน์ภายใต้อวตารรูปกล้วย ร่วมกับผู้มีจิตศรัทธาอื่น เช่น ฮิปโป เห็ด มนุษย์ค้างคาว หรือคนที่เสียงเพี้ยนที่ไม่ต้องโดนกดดันให้เปล่งเสียงร้องเพลงหากไม่ต้องการ หรือเพิ่มความสะดวกของการฟังสวดในชุดนอนโดยที่ไม่ต้องรีบตื่นเช้าเพื่อแต่งตัวออกจากบ้านในวันอาทิตย์ การปลดล็อคจากขนบเดิมเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและน่าจะตอบโจทย์คนในสังคมจำนวนไม่น้อย ยอดความนิยมของโบสถ์ Metaverse จึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในช่วงโควิด และยังแรงไม่ตกแม้เหตุการณ์จะคลี่คลายสู่สภาวะปกติแล้วก็ตาม

ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่กำลังวางแผนสร้างวัดให้เป็นจุดเชื่อมต่อกับคนรุ่นใหม่ในโลก Metaverse ช่วงสิบปีที่ผ่านมา วัดจำนวนมากในญี่ปุ่นต้องปิดตัวลงเพราะคนรุ่นใหม่เข้าวัดเฉพาะช่วงเทศกาลหรือเมื่อต้องการขอพร และมองว่าการสวดภาวนาเป็นกิจกรรมที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้จำนวนคนที่เข้าวัดลดลงอย่างต่อเนื่อง และแย่ขึ้นไปอีกเมื่อผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มคนหลักที่เข้าวัดเริ่มเสียชีวิตหรือไม่สามารถเดินทางมาสักการะที่วัดได้แล้ว

Teraverse เป็นโครงการที่มหาวิทยาลัยเกียวโตร่วมกับ Teraverse Inc. พัฒนาขึ้นด้วยความหวังว่าความแปลกใหม่ของ Metaverse จะปลุกกระแสให้คนกลับมาสนใจและน้อมนำศาสนามาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตมากขึ้น Teraverse ได้ชื่อมาจาก Tera ที่แปลว่าวัดในภาษาญี่ปุ่น รวมกับ verse ที่มาจาก Metaverse นอกจากชื่อที่มาจากคนละภาษา Teraverse ยังนำสองสิ่งจากคนละโลกอย่างเทคโนโลยีมานำทางพุทธศาสนาสู่โลกเสมือนจริง โดยมี AI ในนาม BuddhaBot คอยประมวลคำตอบสำหรับทุกคำถามที่มีข้อข้องใจเกี่ยวกับศาสนาพุทธ และเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) ช่วยเนรมิตภาพพระพุทธเจ้าขึ้นต่อหน้าผู้ถาม ให้ความรู้สึกราวกับได้สนทนาธรรมแบบส่วนตัวและได้รับฟังพุทธวจนะเพื่อชี้หนทางแห่งปัญญาจากพระโอษฐ์ของพระองค์เอง ปัจจุบัน Teraverse ยังไม่เปิดให้บริการและอยู่ระหว่างการพัฒนา AI ให้เป็นพระเถระอัจฉริยะ เพื่อสามารถตอบคำถามได้ครอบคลุมที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในมุมของนักพัฒนา เทคโนโลยีคือพลังวิเศษที่ทำให้ Metaverse เป็นดินแดนเสรีที่ไม่มีพรมแดน ไม่มีการเลือกปฏิบัติเนื่องมาจากเชื้อชาติ รวมไปถึงอิสระจากปัจจัยที่จำเป็นในการเดินทางจริง เช่น ทุนทรัพย์ หรือเวลา โลกใหม่ที่เปิดกว้างดึงดูดผู้แสวงหาด้วยประสบการณ์เสมือนจริงที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ภาพสามมิติที่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้น ทำให้ผู้ที่ใส่อุปกรณ์ Headset มองเห็นวัตถุลอยอยู่เหนือพื้นผิวจริง มีมิติและสมจริงจนทำให้สมองเชื่อว่ากำลังอยู่ในสถานที่จริง ทั้งยังไม่ได้ถูกจำกัดบทให้เป็นเพียงแค่ผู้ดู แต่ยังสามารถทำกิจกรรมตามที่ใจอยากได้ ทั้งการสอดคำอธิษฐานไว้ที่กำแพงร้องไห้ หรือสวดภาวนาในวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองเยรูซาเล็ม รวมถึงการพาร่างอวตารไปร่วมประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครมักกะฮ์ ซึ่งแม้จะไม่นับว่าเป็นการเข้าร่วมพิธีจริง แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดึงดูดผู้คนให้เข้าร่วมพิธีกรรมในช่วงที่ห้ามเดินทางได้กว่า 20,000 คน

ในเมืองไทย ผู้เข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาใน Metaverse ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวคึกคักนักเมื่อเทียบกับผู้แสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจที่รู้จักกันทั่วไปว่า “สายมู” หรือ "มูเตลู" ซึ่งเป็นคำที่สื่อถึงความเชื่อส่วนบุคคลเกี่ยวกับการเสริมโชคเสริมดวง รวมถึงการบูชาวัตถุมงคลของขลัง “มูเตลู” ได้ชื่อมาจากภาพยนตร์อินโดนีเซีย เรื่อง “มูเตลู ศึกไสยศาสตร์” ซึ่งตัวเอกของเรื่องมีการใช้ไสยศาสตร์ร่ายมนต์เพื่อให้สมหวัง การจัดกิจกรรมขอพรให้สมหวังในความรักผ่านร่างอวตาร ที่ทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมรู้สึกเหมือนกำลังยืนสักการะเทพแห่งความรักบริเวณแยกราชประสงค์ด้วยตัวเองอาจเป็นกิจกรรมแรก ๆ ที่กระตุ้นให้คนไทยสายมูจำนวนหนึ่งได้สัมผัสประสบการณ์ในโลกเสมือน และไม่แน่ว่าอาจจะเป็นการเปิดทางให้สายมูเดินเข้าสู่จักรวาลนฤมิตอย่างเต็มตัวก็เป็นได้

งานวิจัย “Marketing in the Uncertain World การตลาดของคนอยู่เป็น” ของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าคนไทยกว่า 52 ล้านคนเชื่อถือเรื่องโชคลาง ชะตาราศี การพยากรณ์ การทำนายอนาคต ซึ่งอาจมีรากฐานจากความเชื่อที่สืบทอดกันมาแต่โบราณที่มีการนับถือเครื่องรางของขลัง เมื่ออยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถคาดการณ์และวางแผนอนาคตได้เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง จึงต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อเป็นตัวช่วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ทัวร์ไหว้พระ 9 วัด ที่เริ่มมีขึ้นในประเทศไทยช่วงที่ประเทศประสบปัญหา “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ราวปี 2540 และการตลาดสายมู ทั้งที่เป็น Content ออนไลน์ เช่น การดูไพ่ยิบซี สีมงคลประจำวัน และวัตถุนำโชค เช่น เบอร์มงคล เคสมือถือหรือวอลล์เปเปอร์เสริมดวง ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วช่วงวิกฤตโควิด

การตลาดสายมูเจาะกลุ่มผู้บริโภคผ่านทางมือถือและอินเทอร์เน็ต โดยมีคน Gen Y เป็นกลุ่มลูกค้าหลักขับเคลื่อนให้ตลาดขยายตัวอย่างต่อเนื่องเพราะมีกำลังซื้อสูงและชอบติดตามข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย แม้ในช่วงเริ่มต้น ลูกค้าส่วนมากไม่ได้มีความเชื่อจริงจังแต่ลองดูเพราะคิดว่าไม่มีอะไรเสียหาย เช่น ใส่เสื้อสีมงคลในวันสำคัญ ถ้าไม่ได้ผล ก็ไม่ติดใจอะไร แต่หากได้รับผลดีและดีต่อเนื่อง ก็จะเกิดเป็นประสบการณ์เชิงบวก นำไปสู่ Engagement ที่เพิ่มขึ้น หรือแผ่ขยายความสนใจสู่ระดับที่ลึกลงไปอีก

กิจกรรมบนเส้นทางสายศรัทธาไม่ได้จบแค่ในมือถือ แต่รวมไปถึงการให้บริการขอพรตามวัดดังต่าง ๆ โดยมีตัวแทนทำพิธีจากสถานที่จริงและไลฟ์กลับมาเพื่อให้ลูกค้าร่วมบุญผ่านหน้าจอและอธิษฐานขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งในไทยและประเทศในแถบเอเชียไปพร้อมกัน การบินไทยเองก็ประสบความสำเร็จไม่น้อยกับเที่ยวบินพิเศษ “บินรับมงคลบนฟากฟ้า” ที่นำผู้โดยสารที่มีจิตศรัทธา ขึ้นเครื่องและเดินทางไป “บินวน” โดยไม่แวะจอดเพื่อสวดมนต์ขอพรจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศไทย 99 แห่ง ภายในเวลา 3 ชั่วโมง

ศรัทธาวิถีดิจิทัลในตอนนี้อาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยที่คุ้นชินกับพิธีกรรมแบบดั้งเดิม การ “เปิดใจ” และ “ปรับตัว” ให้จักรวาลนฤมิตเป็นตัวเลือกที่ “ใช่” จึงยังต้องใช้เวลาเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ในอนาคตข้างหน้า เมื่อโลกเสมือนกำลังเคลื่อนตัวเข้าหาโลกจริง และมูลค่าของการตลาดสายมูเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อนั้นเราอาจได้เห็น คนไทยผู้เปี่ยมศรัทธากลายร่างเป็นประชากรอวตารออกไปเดินตามหา “ที่พึ่งทางใจ” แห่งใหม่ใน Metaverse ที่อาจไม่มีควันธูป หรือพวงมาลัย มีแต่ NFT ของขลัง เปิดให้เช่าตามสรรพคุณกำลังใจที่ต้องการ

โดย นางสาวกิ่งเกด นิยมเสน

ฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

อ้างอิง: