บริการ
TH
EN
TH
CN

เปลี่ยน Office Working เป็น Work From Anywhere ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

ปัจจุบันการทำงานนอกสถานที่ หรือ Work From Anywhere กำลังเป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา ทำให้การเว้นระยะห่างทางสังคมถือเป็นแนวทางการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน สำหรับคนทำงานบริษัทที่เคยต้องเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศทุกวัน และมีการติดต่อประสานงานกับผู้คนมากมาย รวมถึงมีการประชุมหารืออยู่บ่อยครั้งในแต่ละวัน ถือได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่เทคโนโลยีสามารถช่วยให้ผ่านช่วงเวลาที่ยกลำบากเหล่านั้นมาได้ และในปัจจุบัน แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะไม่รุนแรงเหมือนช่วงแรก การทำงานแบบ Work From Anywhere ก็ยังถูกนำมาใช้ในหลายๆบริษัท เนื่องจากได้ผ่านการทดสอบมาแล้วว่า การทำงานแบบ Work From Anywhere ไม่ได้ลดประสิทธิภาพของการทำงาน ในทางกลับกันกลับเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ช่วยให้การบริหารเวลาของพนักงานดีขึ้น หรือที่เราเรียกว่า Work-Life-Balance ดีขึ้นนั่นเอง ซึ่งองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยให้การทำงานแบบ Work From Anywhere มีประสิทธิภาพก็เนื่องมาจากพัฒนาการของเทคโนโลยีดิจิทัลที่รียกได้ว่ามาทันเวลากับสถานการณ์พอดี บทความนี้จะยกตัวอย่างพัฒนาการของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันว่ามีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่ช่วยให้การทำงานแบบ Work From Anywhere มีประสิทธิภาพ

1. อุปกรณ์พกพา (อุปกรณ์พกพา (Portable Device))

ในอดีตงานที่ซับซ้อนจะต้องใช้ Computer ช่วยในการประมวลผล ซึ่งก็ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จาก Desktop Computer ขนาดใหญ่จอภาพ 2 สี มาเป็น Desktop Computer ที่มีขนาดเล็กลง จอภาพสามารถแสดงสีสันได้สมจริงมากขึ้น และได้กลายมาเป็น Laptop Computer ที่มีขนาดเล็กลงและสามารถพกพาได้ในขณะที่ประสิทธิภาพในการทำงานแทบไม่ต่างกับ Desktop Computer จากนั้นรูปแบบการทำงานก็เปลี่ยนไป เราสามารถทำงานได้จากทุกที่ ไม่จำเป็นต้องนั่งทำงานที่โต๊ะทำงานเท่านั้น ซึ่งเปลี่ยนคุณภาพชีวิตคนทำงานไปได้ไม่น้อย โดยเฉพาะสำหรับคนที่ทำงานที่ต้องการความคิดเชิงสร้างสรรค์ การนั่งทำงานที่โต๊ะตัวเดิม บรรยากาศแบบเดิมย่อมไม่สามารถสร้างสรรค์งานที่ดีออกมาได้เป็นแน่ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ อุปกรณ์พกพา (Portable Device) ที่สามารถใช้งานได้ทั้งด้านความบันเทิง และด้านการทำงาน

ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่า Smart Phone ขึ้น ซึ่ง Smart Phone รุ่นแรกที่คนทั่วโลกให้การยอมรับว่าเป็นจุดเปลี่ยนของวงการโทรศัพท์มือถือก็คือ iPhone ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ.2550 (ค.ศ.2007) โดย Apple เป็นโทรศัพท์หน้าจอสัมผัสเต็มรูปแบบ เป็นอุปกรณ์พกพาที่สามารถทำอะไรได้มากกว่าการรับสาย-โทรออก และการส่งข้อความ หลังจากนั้นเทคโนโลยีเกี่ยวกับอุปกรณ์พกพาก็พัฒนาอย่างก้าวกระโดด เรามีอุปกรณ์พกพา (Portable Device) ที่สามารถถ่ายรูปได้ ใช้ดูหนังฟังเพลงได้ สามารถลง Application เพิ่มได้ตามความต้องการ ทั้งเพื่อความบันเทิงและเพื่อใช้ในการทำงานเบื้องต้น

พัฒนาการของ Personal Computer

รูปที่ 1 พัฒนาการของ Personal Computer ที่มา: http://eyezii123.blogspot.com/2018/11/blog-post.html

ต่อมาเทคโนโลยีของอุปกรณ์พกพา (Portable Device) ก็ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเกิดขึ้นของ Tablet หรือคอมพิวเตอร์พกพาขนาดกลางที่มีหน้าจอแบบสัมผัสในการใช้งานเป็นหลัก ซึ่ง Tablet นี้ได้มีการคิดค้นขึ้นมานานมากแล้ว ตัวอย่างเช่น Microsoft Tablet PC ที่ได้เปิดตัวในปี พ.ศ.2543 (ค.ศ.2000) โดย Microsoft แต่ก็ไม่ได้เป็นที่นิยมแพร่หลายนัก จนกระทั่งการมาของ iPad ในปี พ.ศ.2550 (ค.ศ.2007) โดย Apple จากนั้น Tablet ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในฐานะอุปกรณ์พกพา (Portable Device) ที่สามารถทำงานได้เกือบเท่า Laptop Computer และในปัจจุบัน Tablet สามารถเชื่อมต่อกับ Mouse, Keyboard และอุปกรณ์เสริมอื่นได้ จึงสามารถใช้งานได้ในลักษณะเดียวกับ Laptop Computer แต่เหนือกว่าด้านความสะดวกในการพกพา และเหนือกว่ามากในด้านการใช้งานเพื่อความบันเทิง

พัฒนาการของ Tablet

รูปที่ 2 พัฒนาการของ Tablet ที่มา: https://sites.google.com/site/thailrecipesand/na-phrik-na-cim http://sornscience.blogspot.com/2013/02/tablet-hp-compaq-tablet-windows-tablet.html https://www.techoffside.com/2020/01/ipad-10th-anniversary/

2. การเก็บข้อมูล (Data storage)

ในการทำงานนั้น นอกจากเราจะต้องการการประมวลผลที่รวดเร็วและแม่นยำแล้ว สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญมากคือ การเก็บข้อมูล (Data storage) เนื่องจากหลังจากประมวลผลแล้ว เรามีความจำเป็นจะต้องบันทึก (Save) ข้อมูลไว้ในแหล่งที่เรามั่นใจว่าข้อมูลจะไม่สูญหาย รวมถึงลักษณะการทำงานแบบ Work From Home เอง ทำให้มีโอกาสที่จะต้องเปลี่ยนสถานที่ทำงาน หรือเปลี่ยนอุปกรณ์ในการทำงานบ่อยครั้ง ดังนั้นการจัดเก็บข้อมูลจึงมีความสำคัญมาก ทั้งในด้านการสำรองข้อมูล และต้องสามารถนำข้อมูลที่สำรองไว้ไปใช้งานกับอุปกรณ์เครื่องอื่นได้โดยไม่เกิดปัญหาด้วย โดยในบทความนี้จะพูดถึง External Data Storage ที่สามารถบันทึกหรือสำรองข้อมูลไว้ภายนอก Computer ที่ใช้ทำงานโดยตรง และสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลได้ตามต้องการตลอดเวลาเท่านั้น

  • Magnetic Storage ที่น่าจะรู้จักกันก็คือ Floppy disk ที่มีความจุ 1.44 MB และ Hard Disk Drive (HDD) ที่มีความจุในปัจจุบันสูงถึงระดับ TB (1,000 GB) มีความละเอียดอ่อน ไม่ทนแรงกระแทก แต่มีโอกาสกู้ข้อมูลคืนได้ถ้าเกิดความเสียหายขึ้น
  • Solid State Drive (SSD) เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่ใช้ Chip ในการเก็บข้อมูลแทนที่จะเป็นจานแม่เหล็กแบบ Magnetic Storage มีความเร็วในการอ่าน-เขียนข้อมูลสูงกว่า Magnetic Storage ทนต่อแรงกระแทกได้มากกว่า แต่ราคาก็สูงกว่าเช่นกันที่ความจุเท่ากัน ปัจจุบันมีความจุสูงถึงระดับ TB แล้วเช่นกัน

ความแตกต่างระหว่าง HDD และ SSD

รูปที่ 3 ความแตกต่างระหว่าง HDD และ SSD ที่มา: https://notebookspec.com/web/578278-how-much-ssd-do-you-need-in-your-new-pc

  • Online Cloud Storage คือการเก็บข้อมูลบน Server ขนาดใหญ่ในโลกออนไลน์ที่เราเรียกว่า Cloud ซึ่งสามารถเชื่อมต่อได้ด้วย Internet ตัวอย่างระบบ Cloud Storage ที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน ได้แก่ Google Drive, Dropbox และ iCloud เป็นต้น สามารถเพิ่มความจุได้ตามความต้องการ แต่ค่าใช้จ่ายก็จะสูงตามไปด้วย

การเก็บข้อมูลแบบ Cloud Storage เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลาตราบเท่าที่ยังสามารถเชื่อมต่อ Internet ได้ ไม่ต้องดูแลรักษาอุปกรณ์ Storage เอง สามารถเพิ่มความจุได้ตามความต้องการ และสามารถเข้าถึงได้จากทุก Device โดยอุปกรณ์หรือระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันเป็นอุปสรรคเพียงเล็กน้อยในการทำงาน แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ Cloud Storage จะสามารถใช้ได้ในกรณีที่มี Internet เท่านั้น และในปัจจุบัน คนส่วนมากนิยมทำงานกันนอกสถานที่ และใช้ Smart Device ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น Laptop Computer, Tablet หรือแม้แต่ Smartphone ซึ่งจำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อ Internet ไร้สายผ่านเครือข่ายของ Operator ในประเทศโดยผ่าน SIM Card ซึ่งหากการเชื่อมต่อ Internet ไม่เสถียร หรือความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลต่ำเกินไป ก็อาจจะสร้างปัญหาในการทำงานกับระบบ Cloud Storage ได้

3. Internet

จากแนวโน้มที่ Cloud Storage ได้รับความนิยมให้เป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน สิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญคือสัญญาณ Internet ซึ่งอุปกรณ์พกพา (Portable Device) มักจะมีระบบที่สามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้ หรือบางรุ่นสามารถใส่ SIM Card เพื่อเชื่อมต่อกับสัญญาณ Internet ที่ให้บริการโดย Operator ในประเทศไทยได้ โดยในปัจจุบันความเร็วในการเชื่อมต่อ Internet สูงสุดคือระดับ 5G (อัตราการรับส่งข้อมูลประมาณ 20Gbps) ซึ่งเราสามารถตรวจสอบความเร็วในการเชื่อมต่อ Internet แต่ละพื้นที่ได้จาก เว็บไซด์? หรือ ด้วยการใช้Application ? ของ nPerf.com ซึ่งเป็นผู้ให้บริการวัดความเร็วอินเทอร์เน็ตจากฝรั่งเศสที่เปิดตัวมาตั้งแต่ พ.ศ.2546 และเข้ามาให้บริการในไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 และเป็นหนึ่งในมาตรฐานวัดความเร็วของสัญญาณ Internet ในประเทศไทย

ผลการตรวจสอบความเร็ว Internet ใน จ.พิษณุโลกผ่าน nPerf.com

รูปที่ 4 ผลการตรวจสอบความเร็ว Internet ใน จ.พิษณุโลกผ่าน nPerf.com ที่มา: https://www.nperf.com/th/map/TH/-/1885.dtac/signal/

จากรูปจะเห็นว่าความเร็วในการเชื่อมต่อ Internet จากผู้ให้บริการรายหนึ่งใน จ.พิษณุโลก จะอยู่ระดับ 5G แค่ในเขต อ.เมืองชั้นในเท่านั้น บริเวณชานเมืองจะเป็นเพียงความเร็วระดับ 4G และ 4G+ ซึ่งก็ยังสามารถรองรับการทำงานทั่วไปได้เป็นอย่างดี ส่วนถ้าตรวจสอบในภาพรวมของสัญญาณ Internet ทั้งประเทศไทยของ Operator รายเดิมจะได้ผลลัพธ์ดังตามรูปที่ 5

ผลการตรวจสอบความเร็ว Internet ของประเทศไทยผ่าน nPerf.com

รูปที่ 5 ผลการตรวจสอบความเร็ว Internet ของประเทศไทยผ่าน nPerf.com ที่มา: https://www.nperf.com/th/map/TH/-/1885.dtac/signal/

จากรูปจะเห็นว่าความเร็วในการเชื่อมต่อ Internet จากผู้ให้บริการรายหนึ่งของประเทศไทยถือว่ามีการให้บริการ Internet ด้วยความเร็วระดับ 5G ครอบคลุมในทุกภูมิภาคของประเทศ โดยมีแค่บางพื้นที่ที่อาจจะยังเป็น 2G – 4G อยู่ ดังนั้นสามารถกล่าวได้ว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร / Internet ของประเทศไทยเอื้อต่อการใช้อุปกรณ์พกพา (Portable Device) ทำงานในรูปแบบ Work From Home เป็นอย่างมาก

4. Software / Platform / Application

ประมาณ 30 ปีก่อน ระบบปฏิบัติการ (OS หรือ Operation System) สำหรับ Personal Computer ยังไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้งานนัก (ตัวอย่างเช่น MS-DOS) จนกระทั่งการมาของ Windows 95 ในปี พ.ศ.2538 (ค.ศ.1995 อันเป็นที่มาของชื่อ) ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของ Windows ยุคถัดมา ซึ่งทำให้การใช้งาน Computer ง่ายขึ้น มีรูปแบบการทำงานที่เข้าใจง่ายด้วย Graphic Interface รวมถึงมีสีสันสวยงาม คนทั่วไปสามารถใช้งานได้ทั้งทำงาน และใช้ในด้านความบันเทิง ทำให้ Computer กลายเป็นอุปกรณ์สามัญประจำบ้านไปในที่สุด

พัฒนาการของ Windows OS

รูปที่ 6 พัฒนาการของ Windows OS ที่มา: https://tips.thaiware.com/39.html

ปัจจุบัน Personal Computer และ อุปกรณ์พกพา (Portable Device) ทำงานบนระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น Android OS ของ Google (ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก ในสัดส่วนประมาณ 43% แซง Windows OS มาได้ในปี พ.ศ.2560) Windows OS ของ Microsoft (ปัจจุบันมีผู้ใช้งานทั่วโลกในสัดส่วนประมาณ 30%) และ iOS ของ Apple (ปัจจุบันมีผู้ใช้งานทั่วโลกในสัดส่วนประมาณ 17%) ซึ่งระบบปฏิบัติการ 3 ตัวนี้รวมกันก็เป็นสัดส่วนประมาณ 90% ของผู้ใช้งานรวมทั่วโลก การที่ Android OS สามารถมีจำนวนผู้ใช้งานแซงหน้า Windows OS แชมป์เก่าไปได้นั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ อุปกรณ์พกพา (Portable Device) ได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในรูปแบบของ Smartphone และ Table และด้วยความที่ Android OS นั้นมีความยืดหยุ่นมากกว่าทั้ง Windows OS และ IOS อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ได้กับ อุปกรณ์พกพา (Portable Device) ที่มีความหลากหลายทั้งขนาดหน้าจอแสดงผล คุณสมบัติตัวเครื่อง (Specification) และราคาของ Device ก็มีช่วงราคาที่กว้าง มีตั้งแต่หลักไม่กี่พันบาทไปจนถึงหลายๆหมื่นบาทต่อเครื่อง เป็นตัวเลือกให้กับคนทุกกลุ่มให้สามารถเข้าถึงและเลือกใช้รุ่นที่เหมาะกับตัวเองได้ ส่งผลให้ Android OS มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกเมื่อคิดตามสัดส่วน Market shared ทั้งโลกนั่นเอง

Operating System Market Share Worldwide

รูปที่ 7 Operating System Market Share Worldwide ที่มา: https://gs.statcounter.com/os-market-share#monthly-201001-202209

ในปัจจุบันสิ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นมาคู่ขนานกับ อุปกรณ์พกพา (Portable Device) และการทำงาน Online คือ Software / Platform / Application ที่ทำงานโดยต้องอาศัยการเชื่อมต่อ Internet ซึ่งมีทั้งทางด้านบันเทิง เช่น Line, Facebook, Instagram, TikTok, YouTube และNetflix ด้านการทำงาน ตัวอย่างเช่น Microsoft Office 365 และSalesforce โดยเฉพาะ Software สำหรับการประชุมออนไลน์ เช่น Google Meet, Webex, Zoom, และMicrosoft Team ที่สามารถช่วยให้คนที่ทำงานอยู่คนละที่หรือแม้แต่คนละประเทศสามารถประชุมร่วมกันได้ สามารถโต้ตอบ และสามารถแชร์ไฟล์ให้ผู้ร่วมประชุมเห็นได้แบบ Realtime ซึ่งเป็นประโยชน์มากในการทำงานผ่านระบบ

สำหรับ Software / Platform / Application ที่ทำงานบนระบบออนไลน์ โดยมากมักจะไม่มีข้อจำกัดเรื่องระบบปฏิบัติการหรือ OS ไม่ว่าจะใช้ Android OS, Windows OS หรือ iOS ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ (นักพัฒนามักจะเขียนให้มี Version สำหรับ Android OS, Windows OS และ iOS แยกกันออกไป แต่สามารถทำงานร่วมกันได้) หรือจะใช้งานผ่าน อุปกรณ์พกพา (Portable Device) อื่น เช่น Smartphone หรือ Tablet ก็สามารถทำได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันนี้คนที่ใช้ Laptop Computer ที่เป็น Windows OS สามารถใช้ Software ในการประชุมออนไลน์ร่วมกับคนที่ใช้ Android Smartphone และคนที่ใช้ iPad ได้อย่างไม่มีปัญหา ขอเพียงใช้ Software ตัวเดียวกัน ทำให้การทำงานมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมาก สิ่งเดียวที่ต้องระวังคือต้องมีการเชื่อมต่อสัญญาณ Internet ที่ดีพอและเสถียรเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการประชุมออนไลน์นอกห้องประชุมมีแนวโน้มที่จะยกระดับขึ้นไปอีก โดยบางบริษัทเริ่มมีการนำเทคโนโลยี Metaverse หรือโลกเสมือนจริงมาใช้ในการประชุม / ทำงานแบบออนไลน์ ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยี AR (Augmented Reality คือ การนำเทคโนโลยีมาผสานโลกแห่งความจริงและวัตถุต่างๆ เข้าด้วยกัน) และ VR (Virtual Reality คือ การจำลองภาพให้เสมือนจริงแบบ 360 องศา) เข้ามาช่วย ตัวอย่างเช่น META เจ้าของแพลตฟอร์ม Facebook ที่ได้มีการพัฒนาแว่นตา Oculus Quest 2 เพื่อใช้ในการทำงานบนโลกเสมือนจริงผ่าน Horizon Workrooms Application ที่ทุกคนสามารถทำงานด้วยกันได้ในห้องทำงานเสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี VR ไม่ว่าแต่ละคนจะนั่งทำงานอยู่ที่ไหนในโลกก็ตาม ซึ่งแม้ยังไม่แพร่หลายแต่ก็ถือเป็นอีกรูปแบบในการทำงานในยุคปัจจุบัน

ภาพจำลองการประชุมผ่านโลกเสมือนจริงผ่าน Horizon Workrooms Application

รูปที่ 8 ภาพจำลองการประชุมผ่านโลกเสมือนจริงผ่าน Horizon Workrooms Application ที่มา: https://www.nextplus.co.th/soundproof/metaverse-horizon-workrooms-vr

จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมด ตั้งแต่ อุปกรณ์พกพา (Portable Device), Data Storage, Internet จนถึง Software / Platform / Application เราจะเห็นว่าแนวโน้มการทำงานด้วย Computer ของคนทำงานจะเปลี่ยนไป จากการนั่งทำงานที่โต๊ะทำงานในออฟฟิศมาเป็นการทำงานนอกสถานที่หรือที่เราเรียกว่า Work From Home มากขึ้น องค์ประกอบหนึ่งมาจากการที่ อุปกรณ์พกพา (Portable Device) ได้มีการพัฒนาจนมีความสามารถใกล้เคียงกับ Desktop Computer และแม้ว่าจะใช้อุปกรณ์ในการทำงานหลายเครื่อง ใช้ระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน ก็ไม่มีข้อจำกัดในการทำงาน ด้วยเทคโนโลยี Cloud Storage และด้วยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านสัญญาณ Internet ของประเทศไทย รวมถึง Software / Platform / Application ในปัจจุบันที่รองรับการทำงานผ่านระบบ Online มีเป็นจำนวนมาก และยังมีการพัฒนาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศไทยในปัจจุบันมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีเพียงพอที่จะรองรับการทำงานนอกสถานที่หรือ Work From Home หรือแม้แต่ Work From Anywhere แต่ความจริงก็คือการทำงานนอกสถานที่ไม่ได้เหมาะกับทุกอาชีพ (แน่นอนว่ามีบางสาขาอาชีพที่ทำไม่ได้ เช่น งานในโรงพยาบาล งานรักษาความปลอดภัย เป็นต้น) หรือทุกคน คนบางคนอาจไม่เหมาะกับการทำงานนอกสถานที่อันเนื่องมาจาก ตัวบุคคลเองที่ไม่มีวินัยในการทำงานนอกสถานที่ ไม่สามารถบริหารเวลาได้อย่างเหมาะสม เอาเวลาทำงานไปทำเรื่องส่วนตัว หรือสภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการทำงาน เป็นต้น ดังนั้น การตัดสินใจว่าจะทำงานแบบใดต้องพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ ทั้งด้านเทคโนโลยีที่รองรับ (ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าประเทศไทยมีความพร้อมเพียงพอ) ด้านลักษณะงาน และด้านบุคลากรเอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำหรับผู้บริหารว่าควรจะจัดรูปแบบการทำงานอย่างไร ทำงานที่ออฟฟิศเต็มเวลาเหมือนเดิม ทำงาน Work From Home เต็มเวลา หรือทำงานแบบ Hybrid Working ที่ให้พนักงานเลือกวันทำงานระหว่างที่บ้านและที่ออฟฟิศเองได้ แต่ไม่ว่ารูปแบบการทำงานในอนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร โลกการทำงานของเราจะไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน

นายอรรถพล ห้วยหงษ์ทอง

สาขาภาคเหนือตอนล่าง

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

อ้างอิง