บริการ
TH
EN
TH
CN

“ทางเลือก” ระบบสาธารณสุขไทยในอนาคต

ปัจจุบันปัญหาความแออัดในโรงพยาบาลถือเป็นปัญหาหลักประการหนึ่งของระบบสาธารณสุขในประเทศไทย ซึ่งเกิดจากความเชื่อมั่นในศักยภาพของโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ ว่ามีความสามารถมากกว่าโรงพยาบาลรัฐขนาดเล็ก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากเลือกที่จะเดินทางจากที่อาศัย ข้ามอำเภอ ข้ามจังหวัด มาเข้ารับบริการของโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ โดยคาดหวังว่าจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องในระดับที่ดีที่สุด แต่ก็ต้องแลกกับความแออัด และความยุ่งยากในขั้นตอนการเข้ารับบริการ ทั้งที่ความเจ็บป่วยที่ว่านั้น อยู่ในความสามารถของโรงพยาบาลขนาดเล็กใกล้บ้านก็ตาม ดังภาพที่ 1

ภาพที่ 1 ตัวอย่างความแออัดของโรงพยาบาลภาครัฐระดับปฐมภูมิ

ภาพที่ 1 ตัวอย่างความแออัดของโรงพยาบาลภาครัฐระดับปฐมภูมิ

(ที่มา: จากเว็บไซต์ siambusinessnews.com, nationtv.tv, voicetv.co.th และ thainews.prd.go.th)

นอกจากผู้ป่วยที่มีจำนวนมากจะเป็นสาเหตุของความแออัดของโรงพยาบาลแล้ว กระบวนการในแต่ละขั้นตอนของแต่ละฝ่าย แต่ละแผนก ของโรงพยาบาล ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความล่าช้า และเพิ่มความแออัดของโรงพยาบาลด้วยเช่นกัน ซึ่งมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังภาพที่ 2

ภาพที่ 2 ขั้นตอนการรับบริการ

ภาพที่ 2 ขั้นตอนการรับบริการ

(ที่มา: จากเว็บไซต์โรงพยาบาลขอนแก่น https://www.kkh.go.th/patient-service/service-procedure/)

โดยผู้ป่วย หรือผู้ใช้บริการต้องทำการคัดแยกห้องตรวจ แล้วทำการลงทะเบียนประวัติ โดยเตรียมบัตรประจำตัวประชาชน/สำเนาทะเบียนบ้าน ใบส่งตัวหรือใบรับรองแพทย์ (ถ้ามี) เอกสารการแพ้ยา (ถ้ามี) และบัตรประกันสุขภาพ เพื่อตรวจสอบสิทธิ์การรักษา จากนั้นพยาบาลจะทำการซักประวัติ และตรวจร่างกายเบื้องต้นก่อนพบแพทย์ แล้วจึงทำการตรวจรักษา/ทำหัตการ/เอกซเรย์/ตรวจทางห้องปฏิบัติ เมื่อพบแพทย์เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการออกใบนัด (ถ้ามี) และชำระเงิน โดยนำใบชำระเงินไปยื่นที่ฝ่ายการเงินเพื่อชำระค่ารักษาพยาบาล และค่ายา ขั้นตอนสุดท้ายคือ รอรับยากลับบ้าน

จำนวนผู้ป่วย และขั้นตอนต่าง ๆ เป็นเหตุส่งผลให้ผู้ป่วยต้องรอนานกว่าจะได้รับการตรวจวินิจฉัย หรือการรีบรักษาเพื่อให้ทันเวลาที่มีจำกัด มีผลกระทบต่อคุณภาพของการรักษา และสะท้อนให้เห็นถึงภาระของการให้บริการผู้ป่วยจำนวนมาก ที่บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐต้องแบกรับในแต่ละวัน ส่วนในกรณีผู้ป่วยที่ต้องการหลีกหนีความแออัดของโรงพยาบาลรัฐ ไปใช้บริการในโรงพยาบาลเอกชน ที่มีความหรูหรา และบริการที่ดีขึ้น ก็อาจต้องยอมจ่ายค่าบริการรักษาที่มีราคาแพงขึ้นเช่นกัน

อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยได้ประสบปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ประกอบกับในช่วงปี 2565 สังคมไทยได้เข้าสู่สังคมสูงอายุ (Aging Society) นั่นหมายถึงจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป จะมีเพิ่มขึ้นมากกว่า 14 ล้านคน ทำให้ปริมาณผู้ป่วยพุ่งทะยานสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถบริหารจัดการเวลาและทรัพยากรในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึง ปัจจุบันจึงเกิดกระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) เน้นให้บุคคลดูแลสุขภาพมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวเร่ง การเข้ามาของเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech) ที่ทำให้การดูแลสุขภาพไม่จำกัดเฉพาะแต่ในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือในการยกระดับบริการด้านสุขภาพให้มีความรวดเร็ว และแม่นยำ ช่วยลดระยะเวลาในการเดินทาง และค่าใช้จ่ายของผู้รับบริการ และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ให้บริการ รวมทั้งยังตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพ ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ของโครงการสำรวจและติดตามพัฒนาการด้านการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย เทคโนโลยีสุขภาพมีแนวโน้มไปในทิศทางบวกมากขึ้น ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า น่าจะเติบโตได้ถึง 10-12% จะเห็นได้จากจำนวนธุรกิจ และ Startup ในระบบนิเวศของเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech Ecosystem) ดังภาพที่ 3

ภาพที่ 3 ระบบนิเวศของเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech Ecosystem)

ภาพที่ 3 ระบบนิเวศของเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech Ecosystem)

(ที่มา: https://www.facebook.com/HealthTechThailand/)

จะเห็นได้ว่าระบบนิเวศของเทคโนโลยีสุขภาพของประเทศไทย มีการเข้านำเทคโนโลยีเข้าไปประยุกต์ใช้งานในทุก Touchpoint ของระบบการให้บริการทางด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นระบบนัดหมายแพทย์ผ่านช่องทางดิจิทัล ระบบการจัดคิวที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถจัดการเวลาของตัวเองได้อย่างเหมาะสม ระบบเวชระเบียนดิจิทัลที่ทำให้สามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติการรักษาของผู้ป่วย และสามารถส่งต่อข้อมูลระหว่างแผนก หรือระหว่างฝ่าย ได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว มีระบบการแพทย์ทางไกลที่เชื่อมแพทย์ และผู้ป่วยเข้าหากันด้วยเทคโนโลยี ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางไปแออัดกันที่โรงพยาบาล ทั้งการปรึกษาแพทย์ผ่านระบบ Video Call ทางข้อความ และยังมีระบบบริหารจัดการร้านยาและคลินิก ระบบที่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพส่วนตัว เช่น แพลตฟอร์มเตือนการทานยา และการนัดพบแพทย์ เป็นต้น แอปพลิเคชันที่ช่วยเรื่องการดูแลอาหารของผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากนี้ ยังมีแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับการจัดการข้อมูลสุขภาพ และการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสุขภาพเข้ามาเป็นตัวกลางเชื่อมบุคลากรด้านสุขภาพและบริการด้านสุขภาพ โดยไม่ต้องมีสถานที่ในการนัดพบทางกายภาพ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการบริการได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างสะดวก และยังช่วยส่งเสริมให้เกิดการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยอีกด้วย โดยมีตัวอย่างเทคโนโลยีสุขภาพของไทย ดังนี้

Arincare (อรินแคร์) ระบบบริหารจัดการออนไลน์ e-Pharmacy สำหรับร้านขายยา พัฒนาโดยบริษัท อรินแคร์ จำกัด ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการเจ้าของร้านยา และเภสัชกร มีเครื่องมือที่ช่วยในการบริหารงานเภสัชกรรมอย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพ โดยใช้งานได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการใช้โปรแกรม ไม่มีหมดอายุ อีกทั้ง ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลยา และสามารถค้นหาร้านยาใกล้บ้าน สั่งยาผ่านระบบ และสามารถรับยาจากร้านยาใกล้บ้านได้

ภาพที่ 4 Arincare

ภาพที่ 4 Arincare

(ที่มา: https://www.themomentum.co/arincare/)

PharmaSafe (ฟาร์มาเซฟ)ระบบดูแลการใช้ยาส่วนบุคคล พัฒนาโดย บริษัท วายอิง จำกัด เพื่อลดปัญหาจากการใช้ยาผิดของผู้ป่วย เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ป่วยใช้ยาได้ครบ และถูกต้องตามแพทย์สั่ง โดยระบบจะให้ข้อมูลและเตือนการใช้ยาที่แพ้ การใช้ยาซ้ำ หรือยาที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย ซึ่งข้อมูลดังกล่าว ยังเชื่อมโยง กับโรงพยาบาลที่ใช้ระบบฟาร์มาเซฟด้วย อีกทั้ง ผู้ป่วยยังบันทึก หรือตั้งเตือนการใช้ยาเพิ่มได้ด้วยตัวเอง และแชร์ข้อมูลการใช้ยาให้แก่คนในครอบครัว เพื่อเป็นประโยชน์ในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยสื่อสารเองไม่ได้อย่างอัตโนมัติทางโทรศัพท์มือถือ

ภาพที่ 5 PharmaSafe

ภาพที่ 5 PharmaSafe

(ที่มา: https://www.pharmasafe.mobi/index2.php)

OOCA (อูก้า) ระบบรับการปรึกษาจิตแพทย์ออนไลน์ พัฒนาโดย ทพญ.กัญจน์ภัสสร สุรินาแสงเพ็ชร์ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถพูดคุยปัญหากับจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ผ่านทาง Video Call โดยเข้าใช้งานได้อย่างเป็นส่วนตัวและปลอดภัย ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ ได้โดยไม่ต้องไปโรงพยาบาล หรือเดินทางไปพบจิตแพทย์ด้วยตัวเอง โดยในแอปพลิเคชันจะมีจิตแพทย์ และนักจิตวิทยาจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย มากกว่า 100 คน อีกทั้ง สามารถตรวจสอบการออนไลน์ของแพทย์ หรือนักจิตวิทยาได้ หากออนไลน์อยู่ ก็สามารถขอรับคำปรึกษาได้ทันที และสามารถนัดหมายล่วงหน้าได้อีกด้วย

ภาพที่ 6 OOCA

ภาพที่ 6 OOCA

(ที่มา: https://www.brandinside.asia/ooca-mental-health-dvab1/)

Chiiwii (ชีวี) ระบบบริการตอบคำถาม ให้คำปรึกษา คำแนะนำ ทางการแพทย์ พัฒนาโดย พญ.พิรญาณ์ ธำรงธีระกุล เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูล และบริการทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงข้อควรปฏิบัติที่เหมาะสมแก่บุคคลทั่วไป โดยทีมแพทย์เฉพาะทางกว่า 18 สาขา อาทิ ผิวหนัง อายุรกรรม กระดูกและข้อ กายภาพบำบัดและกีฬา ตา เด็ก หู คอ จมูก ศัลยกรรม สูตินรีเวช ทันตกรรม เวชศาสตร์ชะลอวัย และอื่น ๆ ผ่านการพูดคุยผ่านวีดีโอคอล หรือส่งข้อความผ่านแชต ทั้งนี้ แพทย์ที่รับปรึกษาผ่านระบบชีวี ต้องผ่านการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นจริง

ภาพที่ 7 Chiiwii

ภาพที่ 7 Chiiwii

(ที่มา: https://www.chiiwiidoctor.com/)

เทรนด์ของเทคโนโลยีสุขภาพในอนาคตกำลังมุ่งสู่การทำ Personalization เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละคนล้วนมีปัจจัยทางด้านสุขภาพ และการเข้าถึงอุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลทางการแพทย์ไม่เหมือนกัน ผู้ป่วยหลายท่านใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ Sensor หรือ Smart Watch เพื่อเก็บข้อมูลและแนวโน้มต่าง ๆ ด้านสุขภาพส่วนบุคคลมากขึ้น เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ (Heat-Rate) หรืออัตราการนอนหลับ ในขณะที่ ความก้าวหน้าทางวิทยาการข้อมูล Big Data และ AI จะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้บริการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายคือ เทคโนโลยีสำหรับการคาดการณ์ (Predictive) เช่น การวิเคราะห์ Genomics หรือข้อมูลพันธุกรรมเฉพาะบุคคล ร่วมกับข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ ซึ่งกำลังจะกลายเป็นอนาคตของบริการสุขภาพที่สามารถป้องกันได้ก่อนเกิดโรค รวมทั้งการนำเทคโนโลยีในกลุ่ม Automation และ Robotics มาอำนวยความสะดวกในการให้บริการ ดังจะเห็นได้ว่าหลายโรงพยาบาล เริ่มนำหุ่นยนต์มาใช้จัดส่งเวชภัณฑ์ตามห้องผู้ป่วย และในอนาคต

กล่าวได้ว่า Health Tech กำลังก้าวเข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่ออุตสาหกรรมด้านสุขภาพ และพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยให้เป็น “ทางเลือก” ที่เหมาะสมสำหรับประชาชน ทั้งในด้านการบริการ การรักษาพยาบาล การดูแลผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไปในอนาคต

โดย นายต้น ใจตรง

สาขาภาคใต้ตอนบน

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ที่มา