บริการ
TH
EN
TH
CN

มองเมืองจากฟ้า สู่การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

เมื่อหลายปีก่อน องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (National Aeronautics and Space Administration) หรือ องค์การนาซา ได้เผยแพร่ภาพถ่ายจากดาวเทียมที่เผยให้เห็นพื้นผิวโลกในยามค่ำคืน ที่เต็มไปด้วยแสงไฟเป็นจุด ๆ ตามหัวเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงในบริเวณพื้นที่ประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไปจนถึงพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) จนเกิดเป็นประเด็นในสังคมออนไลน์เรื่องการวัดความเจริญจากการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้น และการวัดอัตราการเติบโตของพื้นที่เมือง เป็นต้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ข้อมูลจากมุมมองอวกาศ จะกลายมาเป็นหนึ่งในวิทยาการที่สำคัญที่หลายหน่วยงานนำข้อมูลมาพัฒนาประเทศในหลากหลายด้านโดยเฉพาะด้านการพัฒนาเมืองให้เป็น “เมืองอัจฉริยะ”

ภาพที่ 1 ภาพถ่ายมุมมองจากอวกาศในช่วงเวลากลางคืน บริเวณภาคกลางของประเทศไทย

ภาพที่ 1 ภาพถ่ายมุมมองจากอวกาศในช่วงเวลากลางคืน บริเวณภาคกลางของประเทศไทย

ที่มา : National Aeronautics and Space Administration (NASA) (https://www.nasa.gov/image-feature/the-night-lights-of-bangkok-the-capital-of-thailand)

ในประเทศไทย คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อจัดทำแผนนโยบายและการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะระดับพื้นที่ โดยได้กำหนดหลักเกณฑ์ขององค์ประกอบของแผนการพัฒนา ประกอบไปด้วย 5 เสาหลัก ดังนี้ 1) การกำหนดเป้าหมาย 2)แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 3) แผนพัฒนารับข้อมูลและความปลอดภัย 4) บริการระบบเมืองอัจฉริยะ 7 ด้าน 5) การบริหารจัดการอย่างยั่งยืน

การพัฒนาเมืองไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน เอกชนหรือประชาชนก็ตาม การใช้ฐานข้อมูลสามารถช่วยให้การทำงานในยุคดิจิทัลง่ายขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาด้วยฐานข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ การบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเป็นฐานข้อมูลเดียวกันเพื่อการตัดสินใจ การบริหารจัดการด้านต่าง ๆ รวมถึงความมั่นคง และประยุกต์ใช้กับกิจกรรมทางด้านธุรกิจให้เกิดมูลค่าเพิ่มอันนอกเหนือจากการค้า ซึ่งเป็นมูลค่าที่ไม่เป็นรูปแบบของตัวเลขที่เกิดจากการค้าขายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

ดังนั้น หากมีการจัดทำระบบข้อมูลเมือง (City Data Platform) ในลักษณะข้อมูลเชิงพื้นที่ โดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ จะทำให้มองภาพรวมของปัญหาก่อนจะตัดสินใจอย่างเป็นระบบและสามารถปรับใช้ได้ในทุกพื้นที่ ทุกศาสตร์ ทุกสถานการณ์ เพราะข้อมูลเชิงพื้นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการพื้นที่เสมอ ไม่ว่าจะพื้นที่เล็กหรือพื้นที่ใหญ่

ภาพที่ 2 เสาหลักพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

ภาพที่ 2 เสาหลักพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

ที่มา สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) https://www.depa.or.th/th/smart-city-plan/smart-city-office

ภาพที่ 3 กรอบแนวคิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและระบบข้อมูลเมือง

ภาพที่ 3 กรอบแนวคิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและระบบข้อมูลเมือง

ที่มา สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) https://www.depa.or.th/th/smart-city-plan

เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเปรียบเสมือนคลังข้อมูลของพื้นที่ ที่เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อระบุที่มาของปัญหาและวิเคราะห์หากระบวนนำไปสู่คำตอบที่ต้องการในมิติของเชิงพื้นที่ เช่น มีการขยายตัวของพื้นที่เมืองไปในบริเวณเส้นทางการไหลของน้ำ ทำให้กีดขวางเส้นทางการไหลของน้ำตามธรรมชาติ ดังนั้น การพัฒนาพื้นที่รับน้ำ การชะลอน้ำและการปรับเปลี่ยนเส้นทางน้ำ จึงเป็นหนทางที่จะส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่ลดปัญหาอุทกภัยได้ เป็นต้น

ภาพที่ 4 ภาพถ่ายจากดาวเทียม Sentinel-2 บันทึกภาพวันที่ 10 ตุลาคม 2564 บริเวณจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดมหาสารคาม

ภาพที่ 4 ภาพถ่ายจากดาวเทียม Sentinel-2 บันทึกภาพวันที่ 10 ตุลาคม 2564 บริเวณจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดมหาสารคาม

ที่มา : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (https://www.facebook.com/gistda/photos/pb.100064696360794.-2207520000../10159272635751265/?type=3)

แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องมาทำความรู้จักเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ก่อนว่ามันคืออะไร ตามนิยามของ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) “เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ” หมายถึง การบูรณาการความรู้และเทคโนโลยีทางด้านการรับรู้จากระยะไกล (Remote Sensing: RS) ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS) และระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก (Global Positioning System: GPS) เพื่อประยุกต์ใช้งานในด้านต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศประกอบไปด้วย 1. การรับรู้จากระยะไกล (Remote Sensing) 2. ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information Systems) และ 3. ระบบกำหนดพิกัดบนโลก (Global Positioning System)

ภาพที่ 5 เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ

ภาพที่ 5 เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ

ที่มา : สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (https://www.gistda.or.th/news_view.php?n_id=2450&lang=TH)

เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ จึงเป็นวิทยาการที่สำคัญที่หลายหน่วยงานได้นำมาพัฒนาประเทศในหลากหลายด้าน เช่น ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกษตร ผังเมือง การจราจรและการขนส่ง ความมั่นคงทางการทหาร ภัยธรรมชาติ และการค้าเชิงธุรกิจ ผลการวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศสามารถนำมาประกอบการวางแผนการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

ทำให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนตระหนักถึงความจำเป็นในการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการจัดการในด้านต่าง ๆ ให้งานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด หน่วยงานในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่ได้นำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาภูมิภาคและนครหลวง เป็นต้น ในภาคเอกชนที่ได้มีการนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ บริษัทน้ำมัน บริษัทที่ปรึกษา ซึ่งมีความสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ และรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อได้ข้อมูลที่ถูกต้องและมีความทันสมัย สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ให้เกิดประโยชน์ในหลายด้าน ตัวอย่างเช่น

  • ด้านการจัดการผังเมืองและชุมชน มีการใช้การรับรู้จากระยะไกลนำเอาข้อมูลจากดาวเทียมความละเอียดสูงมาใช้เพื่อศึกษาลักาณะทางกายภาพของพื้นที่ ทั้งในระดับจังหวัด เมือง และตำบล ร่วมกับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่ได้มีการแปรผลข้อมูลเป็นฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อศึกษาแนวโน้มการขยายตัวของชุมชนเมือง การจัดทำแผนที่ภาษี การจัดการสาธารณูปโภค ทั้งนี้ยังได้ใช้ระบบกำหนดพิกัดบนโลก ทำให้สามารถระบุตำแหน่งและสถานที่ สำหรับการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาที่ทันต่อเหตุการณ์

ภาพที่ 6 วิเคราะห์ความหนาแน่นของปริมาณการใช้จ่ายแต่ละพื้นที่ 1x1 ตารางกิโลเมตร

ภาพที่ 6 วิเคราะห์ความหนาแน่นของปริมาณการใช้จ่ายแต่ละพื้นที่ 1x1 ตารางกิโลเมตร

ที่มา : FORBES THAILAND (https://www.forbesthailand.com/news/other/สารสนเทศภูมิศาสตร์-gis-โค)

  • ด้านเศรษฐกิจและธุรกิจ ซึ่งมีการแข่งขันทางธุรกิจสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารที่เข้าถึงได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จากทุกกิจกรรมของรัฐและธุรกิจของเอกชนเกิดขึ้นบนพื้นโลก มีความสัมพันธ์เชิงพื้นที่และตำแหน่งบนพื้นโลกตลอดเวลา GIS จะช่วยให้การวิเคราะห์ ตัดสินใจ และติดตามกิจกรรมในด้านต่าง ๆ เป็นไปอย่างถูกต้อง เช่น ความต้องการของผู้บริโภค จุดอ่อนจุดแข็ง ความได้เปรียบเสียเปรียบ และคู่แข่ง เป็นต้น

ภาพที่ 7 วิเคราะห์ตำแหน่งและรัศมีการให้บริการของแต่ละสาขาธนาคาร

ภาพที่ 7 วิเคราะห์ตำแหน่งและรัศมีการให้บริการของแต่ละสาขาธนาคาร

ที่มา : FORBES THAILAND (https://www.forbesthailand.com/news/other/สารสนเทศภูมิศาสตร์-gis-โค)

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานหรือองค์กรก็ตาม เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศสามารถช่วยให้การทำงานในยุคดิจิทัลง่ายขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาด้วยฐานข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ การบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเป็นฐานข้อมูลเดียวกันเพื่อการตัดสินใจ การบริหารจัดการด้านต่าง ๆ รวมถึงความมั่นคง และประยุกต์ใช้กับกิจกรรมทางด้านธุรกิจให้เกิดมูลค่าเพิ่มอันนอกเหนือจากการค้า ซึ่งเป็นมูลค่าที่ไม่เป็นรูปแบบของตัวเลขที่เกิดจากการค้าขายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จเพราะข้อมูลเชิงพื้นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการพื้นที่เสมอ ไม่ว่าจะพื้นที่เล็กหรือพื้นที่ใหญ่ ดังนั้น หากมีการจัดทำระบบข้อมูลเมือง (City Data Platform) ในลักษณะข้อมูลเชิงพื้นที่ โดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ จะทำให้มองภาพรวมของปัญหาก่อนจะตัดสินใจอย่างเป็นระบบและสามารถปรับใช้ได้ในทุกพื้นที่ ทุกศาสตร์ ทุกสถานการณ์ และนำไปสู่การพัฒนาการเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ต่อไปในอนาคต

นายณัฐชนน อมาตยกุล สาขาภาคกลางตอนกลาง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก

ที่มา/ แหล่งอ้างอิง